นิยายอิงประวัติศาสตร์ เรื่อง ศึกรบสองราชันย์(1)

บรรพที่หนึ่ง

บุรุษหนุ่มชุดดำควบม้าสีน้ำตาลวิ่งเข้าไปในป่า โดยมีชายฉกรรจ์ยี่สิบคนนุ่งโจงกระเบนสีดำใส่เสื้อแดงสวมเกราะหนังและหมวกหนังปีกกว้างสีดำควบม้าไล่ตามมา

ในชั่วขณะนั้น หนึ่งในกลุ่มผู้ไล่ล่าได้พุ่งหอกซัดเข้าใส่หมายปลิดชีพคนชุดดำ ทว่าอีกฝ่ายกลับเอี้ยวตัวหลบได้ราวกับมีตาหลัง ที่สุด การไล่ล่า ก็มาหยุดที่ลานโล่งติดกับหน้าผาแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าจนมุม บุรุษชุดดำก็ชักม้าหันกลับมาประจันหน้ากับอีกฝ่าย ที่ยามนี้ได้แปรขบวนเป็นรูปครึ่งวงกลมล้อมเขาไว้

จนตรอกแล้วสินะ” หัวหน้าฝ่ายล่ายิ้มแสยะ “จงส่งของนั้นมาแต่โดยดี หาไม่ พวกกูจักสับเสียมิให้แค้นคอกา
ชายชุดดำกระชากดาบออกจากฝัก พลางตอบเสียงกร้าว “หากอยากได้ ก็จงเอาหัวพวกสูมาแลกไป
ปากดีนักนะมึง” อีกฝ่ายคำรามก่อนจะหันมาสั่งคนของตน “เฮ้ย! พวกมึงทั้งหลายจงเร่งไปกุดหัวไอ้คนปากกล้า แล้วชิงของนั่นมา บัดเดี๋ยวนี้

สิ้นเสียง ชายอีกสิบเก้าคนก็บังคับม้าพุ่งเข้าหาคนชุดดำ ทว่าอีกฝ่ายกลับทะยานขึ้นจากหลังม้าราวกับวิหคเหินลมพร้อมกับหมุนตัวตีลังกากลางอากาศ ก่อนจะตวัดดาบในมืออย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา ร่างของฝ่ายไล่ล่าสามคนก็ร่วงจากหลังม้าลงสิ้นชีพ ขณะที่ชายชุดดำทะยานเหยียบข้ามไหล่ของศัตรูไปราวกับมีปีกบิน

เชิงดาบพญาเหยี่ยว!” หัวหน้าฝ่ายไล่ล่าอุทานด้วยความตกตะลึง เมื่อได้เห็นเพลงอาวุธที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ พลางขบกรามด้วยความเจ็บใจ เมื่อเห็นคนของตนถูกสังหารลงไปเกือบครึ่ง โดยที่ยังไม่อาจทำอะไรชายชุดดำผู้นั้นได้

ในขณะนั้นเอง ชายฉกรรจ์ร่วมร้อยคนก็กรูกันออกมาจากแนวป่าพร้อมดาบและธนูในมือ บุรุษผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายไล่ล่ารีบชักม้าถอยไปรวมกับพวกที่มาใหม่ ก่อนจะร้องสั่งให้คนเหล่านั้นระดมยิงธนูเข้าใส่คนชุดดำ ลูกธนูครึ่งร้อยพุ่งเข้าสู่เป้าหมาย ทว่าชายชุดดำกลับใช้ดาบปัดป้องอย่างรวดเร็วจนคมศรมิได้ระคายผิว จากนั้นเขาก็พุ่งเข้าใส่เหล่าศัตรูราวพยัคฆ์กระโจนเข้าหาฝูงเหยื่อ ร่างในชุดดำเคลื่อนไหวรวดเร็ว คมดาบตวัดพลิกพลิ้วรุนแรงดุจพายุ ปลิดชีพศัตรูล้มตายดังใบไม้ร่วง โดยที่ไม่มีคมอาวุธใดทำอันตรายเขาได้

เมื่อเห็นดังนั้น หัวหน้าฝ่ายไล่ล่าก็สั่งให้คนของตนเข้ารุมรบพร้อมกันโดยไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนไหวได้ถนัด และในขณะที่บุรุษชุดดำถูกล้อมอยู่นั่นเอง หัวหน้าฝ่ายไล่ล่าก็ดึงหอกซัดอาบยาพิษขึ้นมาและพุ่งออกไปยังอีกฝ่าย หอกเล่มนั้นปักลึกทะลุต้นขาขวาของชายชุดดำ จนทำให้เขาถึงกับทรุดลง เป็นโอกาสให้ฝ่ายศัตรูคนหนึ่งเหวี่ยงดาบเข้าที่กลางหลังเต็มแรง คมดาบจมลึกไปในเนื้อ โลหิตสาดกระจาย ชายชุดดำกัดฟันข่มความเจ็บปวด ดึงหอกซัดออกจากต้นขาและหันไปตัดศรีษะเจ้าของดาบเล่มนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งทะยานฝ่าวงล้อมเข้าหาผู้ที่ปาหอกซัดใส่เขาและก่อนที่ฝ่ายนั้นจะทันได้ขยับตัว ก็มีอันต้องร่างขาดสะพายแล่งร่วงตกจากหลังม้าด้วยเพลงดาบของชายชุดดำ

เมื่อหายจากอาการตกตะลึงที่เห็นผู้เป็นหัวหน้าถูกสังหารในชั่วพริบตา เหล่านักรบฝ่ายผู้ล่าที่เหลืออยู่ ต่างก็พุ่งเข้ารุมโจมตีชายชุดดำอย่างเกรี้ยวกราดเพื่อหมายปลิดชีพอีกฝ่ายล้างแค้นให้นายตน ดาบนับสิบเล่มสะท้อนแสงวาววับ ตามมาด้วยเสียงปะทะของโลหะและประกายไฟยามดาบต่อดาบเข้ากระทบกัน ไม่นานบริเวณลานกว้างริมหน้าผาแห่งนั้นก็เหลือเพียงชายชุดดำผู้ถูกล่าเท่านั้น ส่วนบรรดาผู้ไล่ล่านั้น บัดนี้ได้นอนทอดร่างกลายเป็นศพอยู่เกลื่อนกลาด โลหิตไหลนองแดงฉาน ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว

แม้จะชนะ แต่ชายชุดดำก็บาดเจ็บหลายแห่ง โดยเฉพาะแผลฉกรรจ์ที่ต้นขาและกลางหลังซึ่งมีเลือดไหลโทรม เขารวบรวมกำลังเหนี่ยวตัวขึ้นนั่งบนหลังม้าพร้อมกับรัดเชือกผูกห่อผ้าที่สะพายหลังให้แน่น ชายชุดดำมองไปยังทิวเขารูปเสือหมอบเบื้องหน้า ก่อนควบม้าวิ่งไปยังทิศนั้น

 

***********************

 
พุทธศักราช ๑๙๘๕

ชายสามคนสวมเสื้อเทาใส่หมวกหนังปีกกว้างสีดำ นุ่งกางเกงดำยาวครึ่งแข้ง ขัดดาบคู่ที่หลัง ควบม้ามาตามทางเกวียน ผ่านไร่นาและบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ชายทุ่ง มุ่งหน้าไปยังแนวกำแพงเมืองยาวเหยียดที่ก่อจากดินถมสูงปักระเนียดไม้ซุงแน่นหนาล้อมรอบด้วยคูน้ำกว้าง ซึ่งเบื้องหลังนั้น คือบ้านเรือนใหญ่น้อยจำนวนนับหมื่นแลเวียงวังวัดวาอารามอันงดงามของราชธานีที่ก่อตั้งมาแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีอู่ทอง ผู้เป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อู่ทอง แลสืบต่อเนื่องมาจนถึงแผ่นดินเจ้าสามพระยา สมเด็จพระบรมราชาธิราชแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิอันเป็นราชวงศ์ที่สองซึ่งปกครองอาณาจักรและราชธานีแห่งนี้ อันมีนามว่า กรุงเทพทวาราวดีศรีอโยธยา

นับแต่พระนครแห่งนี้ถูกตั้งขึ้นมา อำนาจของอโยธยาได้แผ่ไพศาลออกไปอย่างต่อเนื่องจนสามารถเข้าครอบครองอาณาจักรสุโขทัยที่อยู่ทางเหนือ แคว้นนครศรีธรรมราชทางใต้และพระนครศรียโศธรปุระเมืองหลวงของอาณาจักรขอมที่อยู่ทางทิศตะวันออก ทำให้บัดนี้ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หาได้มีอาณาจักรใดจะมีแสนยานุภาพมากยิ่งไปกว่านี้ไม่

….ชายทั้งสามควบม้าผ่านบ้านเรือนที่อยู่รอบแนวกำแพงตรงไปยังสะพานข้ามคูเมือง ก่อนจะถูกหยุดลงโดยกลุ่มของทหารยามที่สวมหมวกหนังปีกกว้างใส่เสื้อสั้นสีแดงยืนถือหอกยาวอยู่ตรงซุ้มประตูเมืองที่ก่อด้วยอิฐแดง

พวกเจ้ามาแต่ที่ใดแลจักไปที่ใด จงแจ้งมาอย่าช้าที” นายประตูร้องถามเสียงเข้ม
ฝูงข้าเป็นม้าเร็วมาแต่สุโขทัย มีสาส์นสำคัญจักนำขึ้นถวายพ่ออยู่หัว” ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มคนขี่ม้าร้องบอก
เช่นนั้น ขอข้าดูหมายตราตามคำเจ้ากล่าวอ้างด้วย” นายประตูกล่าว

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายบนหลังม้าก็ล้วงเข้าไปในย่ามและหยิบแผ่นใบลานที่มีตราประทับอันเป็นเครื่องหมายของพลนำสาส์นส่งให้อีกฝ่าย

นายประตูตรวจดูแผ่นใบลานที่ผู้มาใหม่ส่งให้ จนเมื่อพบว่าทุกอย่างถูกต้องแล้ว จึงหันไปออกคำสั่งให้เหล่าทหารยามเปิดทางให้แก่ม้าเร็วทั้งสาม เมื่อทหารยามเปิดทาง พลนำสาส์นทั้งสามก็บังคับม้าควบผ่านซุ้มประตูเมืองไปตามถนนดินที่มุ่งสู่กำแพงพระบรมมหาราชวังอันเป็นที่ประทับของพ่ออยู่หัวแห่งอโยธยาในทันที…

 

***********************

 

ในท้องพระโรงของพระบรมมหาราชวัง สมเด็จเจ้าสามพระยา พระบรมราชาธิราชได้ทรงมีพระบัญชาเรียกประชุมเหล่าขุนนางทั้งปวง หลังจากที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรสาส์นที่ม้าเร็วจากสุโขทัยนำมาถวาย

ม้าเร็วแต่ฝ่ายเหนือแจ้งว่า ยามนี้ ท้าวลก โอรสพญาสามฝั่งแกนแห่งนครพิงค์เชียงใหม่ได้ชิงราชสมบัติพระบิดาแลขึ้นเป็นกษัตริย์ นาม พญาติโลกราช“ พระองค์ทรงรับสั่งถึงเนื้อความในสาส์น ”การอันท้าวลกชิงราชสมบัติครานี้ ได้ทำให้ท้าวช้อย เจ้าเมืองฝาง อนุชาของท้าวลก แลหมื่นเชริงไกร เจ้าเมืองเทิง มิพอใจแลถือเป็นเหตุก่อกบฎแข็งเมือง” องค์เหนือหัวแห่งอโยธยาทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อยเมื่อตรัสมาถึงตรงนี้ ”แลที่น่ายินดีคือ บัดนี้ สองเจ้าเมืองยวนมีชื่อนั่น ได้ส่งทูตแจ้งมาว่าจักยอมเป็นข้ากรุงอโยธยาแลขอให้เรายกทัพขึ้นไปตีเชียงใหม่เพื่อกำจัดท้าวลก โดยทั้งสองจักส่งทัพช่วยหนุนในการศึกครานี้

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ใต้ฝ่าพระบาททรงหมายพระทัยจักยกพลขึ้นไปตีนครพิงค์ตามคำขอของท้าวช้อยแลหมื่นเทิงกระนั้นหรือ พระพุทธเจ้าข้า” ขุนเวียง ซึ่งเป็นอำมาตย์ผู้ดูแลพระนคร กราบทูลถาม

ใช่” พ่ออยู่หัวตรัส ”เพลานี้เป็นโอกาสอันเหมาะนัก ด้วยชาวโยนกกำลังเกิดศึกภายใน หากแม้นเรายกพยุหเสนาขึ้นไปโจมตีแล้วไซร้ นครพิงค์คงมิพ้นมือไปได้เป็นแน่

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้าใคร่ขอใต้ฝ่าพระบาทอย่าได้ทรงประมาทฝีมือท้าวลกผู้นี้จนเกินไป พระพุทธเจ้าข้า“ ขุนพระกลาโหม วัยสี่สิบห้า ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งอโยธยากราบทูลขึ้น ”ด้วยว่าท้าวลกนี้ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญในการศึกยิ่งนัก อีกทั้งทัพยวนนั่นเล่า ก็เป็นที่ทราบกันมาแต่ครั้งพญาสามฝั่งแกนแล้วว่ามีความแข็งแกร่งเพียงใด หนำซ้ำ นี่ยังเป็นการทำศึกในบ้านเมืองเขา ฝ่ายเขาย่อมชำนาญในชัยภูมิยิ่งกว่าเรามากนัก

ชะรอยว่าเจ้าคงระแวงเกินไปแล้วกระมัง ขุนพระกลาโหม” สมเด็จพระบรมราชาธิราชทรงรับสั่งเป็นเชิงเย้าแม่ทัพคู่พระทัย ”แม้ท้าวลกจะชำนาญในการศึก แต่ก็เพิ่งขึ้นครองราชย์ หัวเมืองทั้งหลายยังกระด้างกระเดื่องอยู่ อีกทั้งฝ่ายเรายังได้เมืองฝางแลเมืองเทิงมาเข้าด้วย เช่นนี้แล้ว เจ้ายังคิดว่าฝ่ายเราจักพ่ายแพ้อีกหรือ

หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า” ขุนพระกลาโหมกราบทูลด้วยสีหน้าจริงจัง ”ข้าพระพุทธเจ้าเพียงใคร่ขอให้ใต้ฝ่าพระบาททรงไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนจักทรงทำศึกครานี้

ข้าขอบน้ำใจที่เจ้ากล่าวเตือน หากแต่เรื่องนี้ข้าได้ไตร่ตรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” พ่ออยู่หัวตรัสอย่างมั่นพระทัย ก่อนจะทรงมีพระบัญชากับเหล่าขุนนางว่า ”พวกเจ้าทั้งปวง จงเร่งไปเตรียมการให้พร้อมสรรพ อีกเจ็ดวัน เราจักยกทัพขึ้นไปตีนครพิงค์

 

***********************

 

ณ.เรือนของขุนพระกลาโหม ที่บริเวณหอนั่ง ผู้เป็นเจ้าเรือนกำลังสนทนากับนายทหารคนสนิทถึงการศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยมีทาสหญิงสามคนนั่งกึ่งหมอบคอยรอรับใช้อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก

อีกเพียงสามขวบวัน พ่ออยู่หัวก็จักทรงเคลื่อนทัพแล้ว” ขุนพระกลาโหมกล่าวพลางหยิบหมากพลูในพานขึ้นมาเคี้ยว ”กล่าวตามตรง ข้าให้หวั่นใจในศึกนี้อย่างบอกมิถูก

พระคุณท่าน กังวลสิ่งใดฤา” นายหมู่แสน นายทหารหนุ่มวัยยี่สิบปี ถามขึ้น

ข้าเกรงว่า ศึกเชียงใหม่ครานี้อาจมิง่ายดังที่พ่ออยู่หัวทรงดำริ“ ผู้สูงวัยกว่าตอบตามตรงเนื่องด้วยถือว่าอีกฝ่ายเป็นคนสนิทที่ตนไว้วางใจ “ยิ่งเห็นพระองค์ทรงมั่นพระทัยจนเกินไปเช่นนี้แล้ว ข้าก็อดกังวลขึ้นมามิได้

แต่กระผมเชื่อว่า ศึกนี้ ทัพอโยธยาน่าจักเป็นฝ่ายได้ชัยชำนะขอรับ“ นายทหารหนุ่มคนสนิท ออกความเห็น

ผู้เป็นนายมองอีกฝ่ายหนึ่งอย่างสนใจก่อนจะถามเป็นเชิงลองภูมิว่า “เหตุใด จึงเชื่อเช่นนั้น

ศึกที่ผ่านมา ทัพอโยธยาได้ชัยมาโดยตลอด ไพร่พลเข้มแข็งบริบูรณ์ อีกทั้งครานี้ พ่ออยู่หัวทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง เช่นนี้แล้ว ย่อมทำให้ขวัญกำลังใจของเหล่าไพร่พลฮึกเหิมยิ่งขึ้น ขณะที่ข้างฝ่ายพวกยวนนั้นเล่า ก็กำลังแตกแยก อุปมาดั่งก้อนศิลาที่ปริร้าว ไหนเลยจะทานแรงฆ้อนเหล็กกระหน่ำตีได้” แสนวิเคราะห์ตามความคิดของตน

เข้าใจเปรียบนะ ออแสน” ผู้เป็นนายชม “นอกจากเก่งเชิงดาบแล้ว สติปัญญาของเจ้ายังนับว่าเฉียบแหลมมิแพ้กัน

ตัวกระผมนั้นยังเยาว์แลเบาความนัก หาได้เก่งกาจดังที่พระคุณท่านกล่าวชมแต่อย่างใดไม่” ชายหนุ่มถ่อมตัว

เอาเถิด จักเก่งหรือไม่สักเพียงใด ออกศึกครานี้ก็คงได้รู้กัน” ขุนพระกลาโหมกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างเมตตา “ว่าแต่ นี่เป็นศึกคราแรกของเจ้า ข้าใคร่รู้ว่า เจ้ารู้สึกเยี่ยงไรบ้าง

กระผมมิรู้สึกอันใด นอกจากกระหายใคร่ประดาบกับพวกศัตรูเท่านั้น” หัวหมู่หนุ่ม ตอบอย่างฮึกหาญ

สำคัญนัก เจ้าคนนี้” อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ “เช่นนี้ข้าจักคอยดู ว่าเจ้าจักสู้ศึกได้ห้าวหาญดังปากจาหรือไม่

ศึกนี้ กระผมจักขอสู้ให้สุดกำลัง ขอรับ” แสนกล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

แม่ทัพใหญ่แห่งอโยธยามองดูชายหนุ่มพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจ นายหมู่ผู้นี้ทำให้เขานึกย้อนไปถึงตัวเองเมื่อตอนออกศึกครั้งแรก ซึ่งในยามนั้น ตัวเขาก็มีความฮึกเหิมและกระหายที่จะออกรบไม่ต่างไปจากชายหนุ่มผู้นี้เช่นกัน

 

***********************

 

สามวันต่อมา ในยามเช้ามืดของวันกำหนดเคลื่อนทัพ ที่ทุ่งลุมพลี ชานพระนคร ผู้คนหลายหมื่นมาชุมนุมกันคลาคล่ำ โดยมีทั้งบรรดาไพร่พลที่กำลังจะไปรบและครอบครัวที่มารอส่ง แสงจากคบไฟนับพันที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ ส่องให้เห็นใบหน้าของผู้คนในที่นั้น สีหน้าของแต่ละคนล้วนแสดงความห่วงหาอาลัยที่จะต้องจากคนที่ตนรักโดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาเห็นกันอีกหรือไม่

ท่ามกลางผู้คนมากมาย แสนซึ่งแต่งกายด้วยชุดนักรบสีแดงสวมเกราะและหมวกหนังของกองทะลวงฟัน กำลังยืนอยู่กับหญิงสาววัยสิบเจ็ดปี ผิวขาว ผมยาว ใบหน้าสวยหวาน ผู้หนึ่ง

ที่จริง มิต้องมาส่งพี่ก็ได้ จันทน์หอม” หัวหมู่หนุ่มกล่าวกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลำบากเจ้าโดยแท้

พี่แสนออกศึกครั้งแรก ข้าจะไม่มาส่งได้อย่างไร” หญิงสาวเจ้าของนาม จันทน์หอม ว่าพลางช้อนตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาแฝงความห่วงกังวล ”ใจจริง ข้ามิใคร่ให้พี่ไปรบเลย

ตัวพี่เป็นทหาร จะให้หลีกหนีราชการได้หรือ

แต่พี่แสนยังมิเคยออกศึกมาก่อน ข้าเกรงพี่จักเป็นอันตราย“ จันทน์หอมเอ่ยท้วงอย่างเป็นห่วง

มิต้องกังวลดอก” ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ “แม้พี่มิเคยออกศึก แต่ก็ได้ฝึกเชิงรบมานานปี ไหนเลยจักสู้เขามิได้

ถึงกระนั้น ข้าก็อดห่วงมิได้อยู่ดี

แสนมองเข้าไปในดวงตาคู่งามของหญิงสาวก่อนพูดว่า “พี่สัญญาว่าจะรักษาเนื้อรักษาตัว กลับมาหาเจ้าให้จงได้

พี่ต้องรักษาสัญญานะ” จันทน์หอมมองหน้าอีกฝ่ายอย่างขอคำมั่น

พี่ให้สัตย์สาบานก็ได้” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นลูบเรือนผมของสาวคนรักอย่างทะนุถนอม “ดวงใจพี่รออยู่ที่อโยธยาเช่นนี้แล้ว อย่างไรเสีย พี่ก็ต้องกลับมาให้ได้

ครั้นถึงยามที่แสงแห่งอรุณรุ่งสาดส่องไปทั่วท้องทุ่ง เหล่าไพร่พลต่างก็เข้าประจำยังหมวดกองของตน ธงทิวหลากสีปลิวไสว ทหารม้าหลายพันนายแต่งชุดแดงใส่หมวกและเกราะหนังปิดอกสีน้ำตาลมีดาบสะพายหลัง ถือทวนเป็นอาวุธยืนซ้อนกันเป็นหลายแถวอยู่ด้านหน้าขบวนทัพ ถัดมาเป็นทหารเดินเท้าจำนวนนับหมื่นของกองดาบ ดั้ง โล่ เขน ง้าวและกองธนูที่สวมหมวกหนัง ใส่เสื้อสีดำ แดง เขียว เหลือง ตามหมวดตามกอง ต่อจากนั้นจึงเป็นขบวนช้างศึกหลายร้อยเชือกพร้อมกับกองเกวียนบรรทุกปืนใหญ่ ธนูเพลิง กระสุนดินดำกับเสบียงอาหารและสุดท้ายคือเหล่าไพร่เลวหลายหมื่นคนที่ส่วนใหญ่นุ่งโจงกระเบนผ้าพื้นเปลือยร่างท่อนบน มีบางส่วนที่สวมเสื้อยันต์สีขาวทำจากผ้าดิบ ขณะที่อาวุธในมือมีเพียงหอกหรือดาบเท่านั้น

เมื่อได้เพลาอันเป็นมงคลฤกษ์ เสียงประโคมฆ้องกลองแตรสังข์ก็ดังกังวาน จากนั้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชในฉลองพระองค์ชุดนักรบสวมเกราะหนังลงลายทองก็เสด็จขึ้นประทับบนหลังพระคชาธารก่อนจะเสด็จนำกองทัพอันมีรี้พลทั้งสิ้นเจ็ดหมื่นคนเคลื่อนออกจากท้องทุ่ง เหล่าไพร่พลต่างโห่ร้องเสียงกึกก้องด้วยความฮึกเหิม…

หลังเคลื่อนพลออกจากกรุงศรีอโยธยาได้เดือนเศษ กองทัพอโยธยาก็มาถึงนครสองแควอันเป็นหัวเมืองเอกของแคว้นสุโขทัยซึ่งเป็นประเทศราชฝ่ายเหนือและได้เกณฑ์กำลังชาวแคว้นสุโขทัยเข้าสมทบอีกห้าหมื่นคน

ทว่าในขณะที่ทรงยั้งทัพอยู่ที่สองแควนั้นเอง สมเด็จพระบรมราชาธิราชก็ทรงได้รับข่าวร้ายว่า ทัพเชียงใหม่ที่นำโดย เจ้าหลวงหมื่นด้งนคร ผู้เป็นพระปิตุลาของพญาติโลกราช ได้ตีเมืองฝางและเมืองเทิงไว้ได้แล้ว ท้าวช้อย เจ้าเมืองฝางเสียชีวิตในที่รบ ส่วนเจ้าเมืองเทิงนั้นถูกจับบั่นหัวเสียบประจานในแพหยวกและปล่อยลงสู่ลำน้ำน่าน

ท้าวลกลงมือได้เร็วนัก ทัพเรามิทันเข้าแดนนครพิงค์ ก็ปราบท้าวช้อยแลหมื่นเทิงลงได้เสียแล้ว” สมเด็จพระบรมราชาธิราช ทรงมีรับสั่งขึ้นในที่ประชุม ด้วยพระพักตร์เคร่งเครียด

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า“ ขุนพระกลาโหมกราบทูลขึ้น ”เมื่อการกลับกลายเป็นฉะนี้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า เราควรยั้งอยู่ที่สองแควนี้เพื่อรอดูเหตุการณ์เสียก่อนจักเหมาะกว่า พระพุทธเจ้าข้า

ข้ายกไพร่พลมานับแสน หากแม้นต้องมายั้งทัพอยู่ที่นี่ เช่นนี้แล้ว พวกยวนจักมิเย้ยหยันว่า พวกเราเกรงกลัวมันกระนั้นหรือ” พ่ออยู่หัวแห่งอโยธยาตรัสด้วยพระสุรเสียงไม่พอพระทัย “แม้นไม่มีสองเจ้าเมืองนั่นแล้ว เราก็จักทำให้ท้าวลกได้เห็นว่าทัพอโยธยานั้น แข็งแกร่งเพียงใด

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า เช่นนั้นแล้ว ใต้ฝ่าพระบาทจักทรงโปรดฯให้ทำประการใดพระพุทธเจ้าข้า” ขุนวชิระ เจ้าเมืองกำแพงเพชรกราบทูลถามขึ้น

พระเนตรทั้งสองขององค์เหนือหัวฉายประกายมุ่งมั่น ก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงกร้าวว่า “พวกเจ้าทั้งปวงจงไปเร่งจัดทัพให้พร้อม วันรุ่งพรุ่งนี้ เราจักเคลื่อนพลสู่นครพิงค์

 

***********************

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*