นิทานอีสป ตอนที่สี่

เชื่อกันว่า อีสป มีชีวิตอยู่เมื่อราวปี 620-560 ก่อน ค.ศ. บางตำนานกล่าวว่าเขาเกิดที่ฟรีเกียในดินแดน ที่ปัจจุบันคือ เอเซียไมเนอร์ แต่บางตำนานบอกว่าอีสปอาจมาจากเมืองเทรซ  ซึ่งไม่มีใครรู้แน่นอน

เดิม อีสป เป็นทาสอยู่ที่เมืองซามอส (Samos) ประเทศกรีก เจ้านายของเขาคือ อิดมอน ซึ่งมอบหน้าที่ให้อีสปเป็นครูสอนหนังสือลูกๆของตน บ้านของอิดมอนเป็นที่พบปะสังสรรค์กันในหมู่คนสำคัญๆของกรีก อีสปจึงมีโอกาสได้พบเห็นและรู้จักกับบุคคลเหล่านั้น อีสปสามารถสังเกตรู้ได้ด้วยวิจารณญาณของเขาว่าใครเป็นคนอย่างไร อิดมอนมักจะนำอีสปไปด้วยเสมอเมื่อไปพบกับคนใหญ่คนโตของกรีกและอีสปได้เล่านิทานให้พวกเขาเหล่านั้นฟัง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน


motherlion

นางสิงห์

พวกสัตว์ตัวเมียนานาชนิดมักมาคุยอวดกันว่าตนนั้นออกลูก คราวละหลายตัว จึงสามารถมีครอบครัวใหญ่เเละเเพร่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว นางหมาจิ้งจอกเเม่ลูกอ่อนก็คุยอวดบ้างอย่างภาคภูมิใจว่า “ฉันก็เพิ่งคลอดลูกครอกหนึ่ง หกตัวเชียวนะ”

“ฉัน ก็ได้ลูก ๘ ตัวเมื่อเร็วๆ นี้เอง” นางหมูป่าอวดบ้าง เเล้วก็หันไปถามนางสิงโตที่นั่งฟังเงียบๆ

“เเล้วเธอล่ะ ออกลูกทีละกี่ตัว” นางสิงห์ยิ้มน้อบ ๆ พลางตอบอย่างเคร่งขรึม “ฉันออกลูกทีละตัวเดียวเเต่มันเป็นลูกสิงโตนะ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมีของน้อยแต่มีคุณภาพย่อมดีกว่ามีปริมาณมากๆ เเต่ไร้คุณภาพ

 esop1

ลากับไก่

ลากับไก่อาศัยอยู่ที่ไร่แห่งหนึ่ง ขณะกำลังหาอาหารกินกันอย่างเพลิดเพลิน บังเอิญราชสีห์ตัวหนึ่งเดินผ่านมาและคิดจะจับลากินเป็นอาหารจึงย่องเข้าไปด้านหลัง ไก่รีบส่งเสียงขันบอกให้ลารู้ตัว ราสีห์ตกใจเสียงไก่ขันจึงหันหลังวิ่งหนีไป ลาเข้าใจว่าแม้ราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่ายังเกรงกลัวตนมันเลยไล่กวดตามไปอย่งคึกคะนอง ราสีห์จึงหันหลังกับมากระโดดเข้าขย้ำคอลาแล้วลากหายเข้าป่าไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้โง่เขลามักหลงทะนงตนเมื่อมีชัยเหนือศัตรู ครั้นหลงกลติดกับดักจึงสำนึกตัวได้แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว

 

เฮอร์คิวลีสกับคนขับเกวียน

คนขับเกวียนคนหนึ่งขับเกวียนที่บรรทุกของหนักไปตามทางที่เป็นดินโคลนเฉอะแฉะ.จนกระทั่งล้อเกวียนข้างหนึ่งจมลงไปในพื้นโคลนเกือบครึ่ง และทำให้ม้าไม่สามารถลากเกวียนไปต่อได้ เขาจึงคุกเข่าลงและสวดอ้อนวอนต่อเทพเฮอร์คิวลีสผู้ทรงพลัง

“โอ เทพเฮอร์คิวลีส ได้โปรดช่วยข้าพเจ้าจากความทุกข์นี้ด้วยเถิด”เขาวิงวอน.

เทพเฮอร์คิวลีสได้ปรากฏองค์ขึ้นและตรัสว่า

“เจ้ามนุษย์โง่, เลิกสวดได้แล้ว และเอาไหล่ของเจ้ายกล้อเกวียนขึ้นจากหล่มเสีย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เทพเจ้าจะช่วยเหลือคนที่ช่วยเหลือตัวเอง

 

dogg

หมาป่ากับแกะ

ครั้นหนึ่งนานมาแล้ว พวกหมาป่าได้ส่งทูตมาผูกสัมพันธ์ไมตรีกับแกะ โดยทูตได้กล่าวกับพวกแกะว่า “นับตั้งแต่คนเลี้ยงแกะใช้ให้หมาของเขามาคอยดูแลและควบคุมพวกเจ้า นอกจากแกะทุกตัวจะไม่สามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกตามใจต้องการแล้ว พวกหมาเลี้ยงแกะยังยุยงให้เราเข้าใจผิดกัน โดยใส่ร้ายหาว่าพวกเราชาวหมาป่าทั้งหลายคอยจ้องจะทำอันตรายฝูงแกะซึ่งไม่เป็นความจริงเลย”

เมื่อเห็นว่าแกะทุกตัวในฝูงเริ่มคล้อยตามหมาป่าซึ่งทำหน้าที่ทูตรีบเสนอวิธีการซึ่งตนได้คิดไว้ดังนี้ “หากพวกเจ้าช่วยกันไล่หมาเลี้ยงแกะไปไม่มาคอยยุยงและควบคุม ต่อไปแกะทุกตัวจะเป็นอิสระสามารถไปไหนๆได้อย่างเสรี”

พวกแกะหลงเชื่อจึงขับไล่ไม่ให้หมาคอยดูแลตน ด้วยเหตุนี้หมาป่าจึงสามารถสังหารแกะได้โดยง่าย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การหลงเชื่อคำลวงของศัตรูย่อมเป็นหนทางไปสู่ความพินาศ

 donkeyy

ลากับจักจั่น

ลาตัวหนึ่งได้ยินจักจั่นร้องเสียงไพเราะจับใจ จึงคิดอยากจะเสียงดีอย่างนั้นบ้าง มันพยายามตีสนิทและสอบถามว่าจักจั่นกินอะไรจึงเสียงดี “พวกเรากินน้ำค้างยังไงล่ะ” จักจั่นบอกกับลานับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาลาก็ไม่ยอมกินอาหารอื่นๆ นอกจากคอยเลียแต่น้ำค้างบนยอดหญ้าเท่านั้น ร่างกายจึงผ่ายผอมและในที่สุดก็หิวจนเป็นลมตาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

สิ่งที่มีคุณประโยชน์สำหรับคนหนึ่ง อาจเป็นโทษสำหรับอีกคนหนึ่ง ผู้มีสติปัญญาควรรู้จักการเลือกสรรแยกแยะ

 

เรื่องแมวกับหนู

แมวชราตัวหนึ่งไร้เรี่ยวแรงที่จะนับหนู มันพยายามหาอุบายล่อให้หนูเข้ามาใกล้ๆจะได้จับกินโดยง่าย ด้วยการเก็บอุ้งเล็บที่เท้าทั้งสี่เอาไว้อย่างมิดชิด นอนแนบตัวอยู่กับพื้นเหมือนกับซากกระต่ายที่ตายแล้ว

“มาดูกระต่ายตัวนี้ซิ” หนูตัวหนึ่งแกล้งกล่าวกับเพื่อนๆของมันด้วยเสียงอันดัง “ทายได้เลยว่าเมื่อเราเข้าไปใกล้ มันจะไม่ยอมนอนเฉยเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้มีสติปัญญาและความรอบคอบย่อมไม่หลงในอุบายของศัตรู

 FoxWolfHorseI

เรื่องหมาป่า หมาจิ้งจอก และม้า

หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งอายุยังน้อย แม้จะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แต่เนื่องจากมีประสบการณ์ไม่มากนัก เมื่อได้พบม้าเป็นครั้งแรกมันจึงไม่รู้จัก

“ข้าพบสัตว์อะไรก็ไม่รู้ ตัวมันสูงใหญ่สง่างามแต่กินหญ้าเป็นอาหาร” หมาจิ้งจอกวิ่งมาบอก กับหมาป่าเพื่อนของมันซึ่งอยู่ในวัยไล่ ๆ กัน

“รูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไรล่ะ” หมาป่าซัก

จิ้งจอกตอบว่า“บอกไม่ถูกหรอก เจ้าตามข้าไปดูเอาเองดีกว่า”

เมื่อหมาจิ้งจอกพาเพื่อนของมันมาพบกับม้า ตอนแรกม้าตกใจจะวิ่งหนี แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงหยุดยืนรั้งรออยู่เพื่อดูท่าที

“ท่านมีชื่อเรียกเผ่าพันธุ์ว่าอย่างไร” หมาจิ้งจอกเอ่ยถาม “ช่วยบอกให้เรารู้หน่อยเถอะ”

ม้าแสยะยิ้มเพราะเมื่อได้ยินคำถามก็รู้ว่าทั้งสองยังไม่ค่อยเดียงสานัก “ชื่อของข้าน่ะรึ มาดูใกล้ ๆ เท้านี่ซิ ช่างทำเกือกม้าได้สลักชื่อของข้าไว้ตรงนี้ไง”

เมื่อเห็นม้ายกเท้าขึ้น หมาจิ้งจอกเกรงอันตรายจึงหันไปกล่าวกับหมาป่าผู้เป็นสหายว่า “ข้าอ่านหนังสือไม่ออก ขอให้เจ้าซึ่งเก่งกว่า ลองเข้าไปอ่านให้หน่อยซิ”

“อ้อ ได้สิ” หมาป่ากล่าวอย่างภาคภูมิเมื่อได้ยินคำเยินยอ ก่อนเดินยืดไหล่ชูคอเข้าไปดูกีบม้าอย่างสง่างาม

แต่ทันใดนั้นมันก็ถูกม้าใช้เท้าถีบเข้าใส่อย่างแรงแล้ววิ่งหนีไป

“เพื่อนเอ๋ย “หมาจิ้งจอกเข้ามาดูอาการหมาป่าผู้โชคร้าย “คราวหลังก็ระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อยนะ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

คนฉลาดอาจยอมทำตัวเป็น ผู้โง่เขลาในบางสถานการณ์ แต่คนโง่มักอวดตัวว่าฉลาดทุกเวลา

 

เรื่องคนเรือแตกกับกวี

ซีโมนิดเป็นกวีผู้มีชื่อเสียงของนครเอเธนส์ ครั้นหนึ่งเขาได้ร่วมคณะกับผู้ที่เดินทางไปยังนครแห่งหนึ่งในทวีเอเซียเพื่อชมความรุ่งเรือง ซีโมนิดได้แต่งบกกวีสดุดีวีรชนของนครแห่งนั้นจนเป็นที่โปรดปรานของเจ้านคร

จึงได้รับรางวัลทรัพย์สินเงินทองเป็นอันมากอยู่ต่อมาไม่นานซีโมนิดเกิดคิดถึงบ้านที่เกาะซีออส ซึ่งอยู่ในประเทศกรีก เขาได้รวบรวมทรัพย์สมบัติเท่าที่มีอยู่แล้วโดยสารเรือเดินทะเลมุ่งหน้าสู่บ้านเกิด

แต่ระหว่างทางขณะเรือแล่นอยู่ใกล้ฝั่งทะเลเมืองคลาซอมมีนา ได้เกิดพายุอย่างรุนแรงจนเรือ ซึ่งมีสภาพเก่าไม่อาจทนแรงกระแทกของคลื่นขนาดใหญ่ได้ทำท่าจะอับปาง ผู้โดยสารคนอื่นๆต่างเตรียมเก็บทรัพย์สินของตน ยกเว้นแต่ซีโมนิดเพียงคนเดียวเท่านั้น

“ท่านจะปล่อยให้ทรัพย์สินเงินทองจมน้ำไปพร้อมกับเรืออย่างนั้นหรือ” ผู้โดยสารคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ

“ใช่…” ซีโมนิดพยักหน้า “เพราะขืนนำไปด้วยก็จะเป็นภาระ ทรัพย์สินอันมีค่าที่สุดของข้าพเจ้ามีอยู่ในตัวแล้ว ตอนนี้ขอเพียงหาแผ่นไม้ให้ได้สักแผ่นเพื่อพยุงตัวว่ายเข้าฝั่งให้ได้เท่านั้น”

เมื่อเรื่องแตก ผู้โดยสารหลายคนจมน้ำตายเพราะไม่ยอมทิ้งสมบัติ ส่วนผู้ที่เข้าถึงฝั่งได้ก็ถูกพวกโจรแย่งชิงทรัพย์สินไปหมดสิ้น เมื่อชาวเมืองคลาซอมมีนามาให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิต

และรู้ว่าซีโมนิดคือกวีเอกของกรุงเอเธนส์ ซึ่งพวกเขาเคยอ่านและชื่นชมในผลงาน ต่างก็ให้การต้อนรับและจัดหาบ้านพักให้เป็นอย่างดี ในขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆต้องอดอยากหิวโหย ได้แต่ขออาหารชาวบ้านกินเพื่อประทังชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

สมบัติภายในคือวิชาความรู้ความสามารถ ย่อมมีค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งเป็นสมบัติภายนอก เพราะเราสามารถนำติดตัวไปทุกหนทุกแห่งและไม่มีใครแย่งชิงไปได้

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)