ครั้งหนึ่งในความทรงจำ (บทที่หนึ่ง)


     ยามเย็น บริเวณใต้อาคารเรียนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  เมื่อมองออกไปข้างหนึ่งจะเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านหน้าไป ที่นี่เป็นที่โปรดของ ชาญเวทย์ หรือเรียกสั้นๆว่า เวท ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปี ร่างเล็กแต่สันทัดไม่สั้นไม่ยาว (หมายถึงสายตาน่ะอย่าคิดมาก) เวทเข้าเรียนที่นี่ได้ราวสามเทอมแล้วในฐานะนักศึกษาปริญญาโท

     แม้จะเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มตั้งใจตั้งแต่แรก หรือพูดให้ถูกคือตั้งแต่ก่อนจบปริญญาตรี แต่เวทก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าทางที่เขาเลือกนี้ลำบากและยากไม่ใช่เล่น ชายหนุ่มชอบที่นั่งบริเวณนี้มาก เนื่องจากปริญญาโทของที่นี่เรียนตอนเย็นถึงค่ำ เวทจึงมักจะมาถึง ให้เร็วกว่าเวลาเรียนเพื่อที่จะได้มีเวลามานั่งซึมซับบรรยากาศดีๆเพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าเรียน

      ขณะที่เวทกำลังนั่งปล่อยอารมณ์อย่างเงียบๆนั่น นักศึกษาสาวกลุ่มหนึ่งเดินสนทนาหัวเราะต่อกระซิกลงมาจากตัวอาคาร หนึ่งในนั้นหันมาเห็นชายหนุ่มเข้าและร้องทักขึ้นอย่างดีใจ ก่อนจะเดินแยกจากกลุ่มตรงเข้ามาหา

     เวทหันกลับไปตามเสียงทัก และพบว่าผู้ที่ทักเขาเป็นเด็กสาวผิวขาว ผมยาว จมูกโด่งเล็กน้อย คิ้วเรียวงาม ตาคมกลมโต แม้จะยังนึกไม่ออกว่าเขาเคยเห็นดวงหน้าคล้ายแบบนี้ที่ไหนมาก่อน แต่ชายหนุ่มก็ส่งยิ้มให้เพื่อมิให้อีกฝ่ายเก้อเขิน

“พี่เวท จำกิ๊กได้ไหมค่ะ” เด็กสาวพูด “กิ๊ก น้องพี่ มีน ไงคะ”
“น้อง ของมีน เหรอ” เวททวนคำเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอย่างนึกออก “จำได้สิ แหมไม่เจอกันตั้งหลายปีเลยนะ ตั้งสี่หรือห้าปีก่อนได้มั้ง”
“หกปีกับสองเดือนค่ะ “ เด็กสาวพูดยิ้มๆ “ตั้งแต่ย้ายบ้าน กิ๊กก็ไม่ได้เจอพี่อีกเลย”
“แล้วนี่กิ๊กเรียนคณะนี่เหรอ” เวทถาม
“ค่ะ แล้วพี่เวทมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ” เด็กสาวถาม ก่อนจะก้มลงมองหนังสือที่กองอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม “พี่เวทเรียนที่นี่เหรอคะ” ดวงตากลมโตของเด็กสาวแฝงแววอยากรู้
“ครับ” เวทตอบ “พี่เรียนโทที่คณะนี้แหละ”
“ดีจังเลย คณะเดียวกับกิ๊กเลย” เด็กสาวพูดอย่างดีใจ เวทยิ้มแต่ไม่ได้กล่าวอะไร ขณะที่กิ๊กซึ่งกำลังจะพูดต่อ ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “พี่เวท เดี๋ยวกิ๊ก ต้องไปก่อนนะคะ พอดีนัดกับเพื่อนเอาไว้น่ะค่ะ”
เด็กสาวไหว้ลาก่อนจะเดินไป แต่หลังจากเดินได้สองสามก้าว  เด็กสาวก็หันกลับและเดินมาหาเขา

“เกือบลืมแน่ะ พี่เวทมีเบอร์ไหมคะ กิ๊กขอหน่อยค่ะ เผื่อจะได้โทรไปคุยกัน” เด็กสาวพูดพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เวทบอกเบอร์ไป
ขณะที่เด็กสาวกดตามและโทรเข้า เวทหยิบมือถือของตนออกมามองดูเบอร์ในนั้นครู่หนึ่ง
“ว่างๆ กิ๊กจะโทรไปคุยด้วยนะคะ” เด็กสาวพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไป

     เวท มองตามร่างในชุดนักศึกษาจนลับตา ดวงหน้าของเด็กสาวทำให้ ชายหนุ่มนึกไปถึงใครคนหนึ่งซึ่งเขาไม่ได้ยินชื่อของเธอผู้นั้นมากว่าหกปีแล้ว
     …เวทรู้จักกับมีน เมื่อตอนเรียนมัธยมสาม ตอนนั้นเวทจำได้ว่า  เธอย้ายมาจากโรงเรียนอื่นและมาต่อที่โรงเรียนเดียวกับเขา วันแรกที่เขาพบเธอเป็นวันเปิดเทอมพอดี ขณะที่เริ่มต้นชั่วโมงแรก อาจารย์ประจำชั้นก็พาเธอเข้ามาแนะนำในฐานะนักเรียนใหม่

“นักเรียนทุกคน วันนี้ครูขอแนะนำเพื่อนใหม่ให้พวกเธอได้รู้จักกัน เธอชื่อ มีนา เพิ่งย้ายมาจากจังหวัดข้างๆ หวังว่าพวกเธอทุกคนคงจะยินดีต้อนรับเพื่อนใหม่คนนี้นะ”

     ตลอดเวลาที่อาจารย์แนะนำนักเรียนใหม่นั้น เวทยังก้มหน้าก้มตาให้ความสนใจกับการ์ตูนที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ เด็กหนุ่มใช้เวลาตระเวนหาอยู่หลายวันกว่าจะได้การ์ตูนเล่มนี้มา มิหนำซ้ำมันยังเป็นเล่มสุดท้ายที่เหลืออยู่อีกด้วย เวทอ่านอย่างเพลินจนกระทั่งใครคนหนึ่งมานั่งลงตรงที่ว่างข้างๆ

“เรานั่งด้วยคนนะ” เสียงใสๆ ทำให้เวทเงยหน้าขึ้นจากการ์ตูน เจ้าของเสียงเป็นเด็กสาวผิวขาว ผมสั้น ตาคมกลมโต  จมูกโด่งเล็กน้อย คิ้วเรียวงาม เพียงเท่านั้น เวทก็แทบจะหมดความสนใจในการ์ตูนไปโดยสิ้นเชิง
“สวัสดีจ๊ะ เราชื่อมีนา” เด็กสาวแนะนำตัวเองกับเพื่อนใหม่ “เรียกสั้นๆ ว่า มีน ก็ได้”

“สวัสดี เราชื่อ เวท”
“ชื่อเวทเหรอ” เด็กสาวทวนคำพร้อมกับยิ้ม “เวทมนต์ หรือเวทนาเอ่ย”
เวทสะดุ้งเมื่อได้ยินคำพูดแซวของเด็กสาว เด็กหนุ่มมองหน้าอีกฝ่ายก็เห็นแววล้อเลียนแฝงอยู่ในดวงตา
“เวท เมื่อกี้อ่านอะไรอยู่เหรอ ขอมีนดูมั่งสิ”
เด็กสาวพูดพร้อมกับมองหนังสือในมือของเขา

เวทส่งหนังสือการ์ตูนที่อยู่ใต้โต๊ะให้เด็กสาวตามคำขอ แต่ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะรับหนังสือไป
สายตาอันคมกริบของอาจารย์ประจำชั้นก็เหลือบเห็นเข้า “นายชาญเวทย์ !”…….

     ในที่สุด การ์ตูนเล่มนั้นก็มีอันถูกพรากจากไปโดยอาจารย์ประจำชั้น มิหนำซ้ำเวทยังถูกอาจารย์ตำหนิประเดิมเป็นคนแรกของปีการศึกษาด้วย ถึงแม้เวทจะเสียดายด้วยว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นเล่มสุดท้ายที่มีขาย แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ตำหนิใครแม้แต่เด็กสาวผู้เป็นต้นเหตุด้วยว่าเวทคิดว่าความงามนั้นไม่เคยทำผิด

“เราขอโทษนะที่ทำให้เธอถูกยึดการ์ตูนไป” มีนพูดกับเวทในตอนพักเช้า
“ไม่เป็นไรหรอก ช่างมันเถอะ” เวทพูดพร้อมกับนึกขอบคุณที่อาจารย์ยึดการ์ตูนของเขาไป ทำให้เขากับเด็กสาวมีเรื่องสนทนามากขึ้น
เด็กหนุ่มตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเหมาการ์ตูนมาหมดร้านให้อาจารย์ยึดอีก
“เอางี้นะ เดี๋ยวมีนซื้อใช้ให้แล้วกัน” เด็กสาวพูดอย่างกระตือรือล้น
“ไม่ต้องหรอก” เวทปฏิเสธ “อีกอย่างหนังสือนั่นไม่มีขายแล้วล่ะ”
“เหรอ” มีนนิ่งเงียบ เงียบไปนาน จนเวทนึกเสียใจที่พลั้งปากพูดออกไป
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เราจะเอาหนังสือนั่น คืนมาให้เธอเอง” เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“เธอจะทำยังไง” เวทสงสัย
“วิธีง่ายๆ ก็แอบหยิบคืนมาไง” มีนพูดอย่างร่าเริง “เดี๋ยวตอนพักเที่ยง เธอพาเราไปที่ห้องพักครูทีก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ ถ้าครูจับได้ เธอแย่แน่” เวทรีบห้าม
“ไม่มีทางหรอกน่า” เด็กสาวพูดพร้อมกับยิ้ม

     ในที่สุด เวทก็ต้องยอมจำนนกับความคิดของเธอ หรืออาจเพราะความงามอีกแหละที่อยู่เหนือทุกเหตุผลทั้งผิดชอบชั่วดี แม้เวทจะรู้ดีว่าการขโมยของจากโต๊ะในห้องพักครูจะเป็นเรื่องใหญ่ถ้าถูกจับได้ก็ตาม

     เที่ยงวันนั้น เวทพามีนไปที่ห้องพักครู เด็กสาวรอจนครูทั้งหมดไปทานอาหารเที่ยงและไม่มีใครอยู่ จึงหลบเข้าไปในห้องโดยให้เวทดูต้นทางให้ หลังจากเวทใจหายใจคว่ำด้วยความลุ้นระทึกประมาณเดียวกับการดูหนังผีรวดเดียวร้อยแปดเรื่อง มีนก็สามารถเอาหนังสือกลับมาให้เขาได้โดยปลอดภัย
“เห็นไหม เราบอกแล้วว่า แค่เนี้ยเรื่องเล็ก เมื่อก่อนเราทำประจำเลย มีนพูดพร้อมกับส่งหนังสือให้ “เธอเอาไปซ่อนไว้ก่อนนะแล้วเดี๋ยวตอนเย็น เราขอยืมอ่านด้วยก็แล้วกัน”
เวทมองอย่างทึ่งนิดๆ ทีแรกที่เขาเห็น เวทคิดว่ามีนน่าจะเป็นเด็กสาวที่ออกเรียบร้อยหน่อยๆ  แต่จริงๆ แล้วกลับไม่ใช่และนั่นก็กลายเป็นเสน่ห์อีกแบบหนึ่งของเธอ
     ตอนเย็นวันนั้นหลังเลิกเรียน เวทส่งหนังสือให้เธอตามสัญญา ก่อนจะเดินออกจากห้องมาที่ป้ายรถหน้าโรงเรียน ในจังหวัดเล็กๆนี้ มีเพียงรถประจำทางไม่กี่สายที่วิ่งรอบเมือง
“บ้านเธออยู่ไหนหรือ” เวทถามขณะที่กำลังเดินออกมาหน้าโรงเรียน
“บ้านเราอยู่เลยศาลากลางไปน่ะ แล้วเธอล่ะ” เด็กสาวถามกลับ
“ก็แถวๆ นั้นแหละ” เวทรีบมั่ว ด้วยว่าอยากขึ้นรถคันเดียวกับเธอ
เด็กสาวมองพร้อมกับยิ้ม “เหรอ”
     เวทเห็นประกายล้อเล่นเต้นวิบวับเล็กน้อยในดวงตากลมโตของเด็กสาว “งั้นก็ไปทางเดียวกันเลยสินะ
     เวทเกือบจะดีใจแล้ว ถ้าไม่ใช่ประโยคต่อมาที่เธอพูดว่า “แต่วันนี้ คุณพ่อเรามารับ ถ้าไงเธอกลับกับเราดีไหม”……

     แม้จะอยากกลับกับเธอ แต่เวทก็ต้องปฏิเสธข้อเสนอของเด็กสาว ด้วยรู้สึกว่าการที่ตนจะนั่งรถพ่อของเธอกลับไปด้วยนั้น คงไม่ใช่ความคิดที่เข้าท่าสักเท่าไหร่ เนื่องจากเด็กหนุ่มเชื่อว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้คุยกับเธอแน่  และถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมเขาต้องลำบากนั่งรถไปคนละทางกับบ้านของตัวเองโดยที่ระยะทางมันก็ไกลไม่ใช่เล่น

     เด็กหนุ่มจึงทำได้เพียงยืนมองเธอขึ้นรถเก๋งของพ่อเธอและขับออกไป วันนั้นเวทยืนอยู่เพียงลำพังที่ป้ายจนเย็นก่อน ไม่ใช่เพราะความเศร้าจนอยากอยู่คนเดียวแต่เพราะรถขาดระยะ……

>>>>>>>>>>>>>>>>

     “เวท ทำอะไรอยู่ ยังไม่เข้าเรียนอีกเหรอ” เสียงของเพื่อนสาวร่วมชั้น ทำให้ชายหนุ่มออกจากภวังค์ความคิด
“อ้าว ฟ้าเองหรือ”
เวทพูดเมื่อเห็นอีกฝ่ายหนึ่ง “ได้เวลาแล้วเหรอ”

หญิงสาวพยักหน้า “ก็ใช่น่ะสิ รีบไปเหอะ วิชานี้อาจารย์แกยิ่งเฮี้ยบด้วย ไปสายเกินสิบห้านาทีแกไม่ให้เข้าห้องเลยนะ”
“งั้น ก็ไปสิ” เวทพูดก่อนจะออกเดินไปพร้อมกับหญิงสาว
“เมื่อกี้เป็นอะไรหรือ เห็นท่าทางเหม่อลอยชอบกล” ฟ้าถามขณะทั้งสองกำลังเดินขึ้นตัวอาคาร
“ช่างสังเกตจังนะ” เวทพูด “ไม่ได้เป็นอะไรหรอก พอดีเมื่อคืนนอนน้อยไปหน่อยน่ะ เลยยังง่วงๆ อยู่” เวทแก้ตัวไปส่งเดช
“แหม อะไรจะง่วงติดพันขนาดนั้น นี่มันจะค่ำแล้วนะจ๊ะ” ฟ้าพูดพร้อมกับยิ้ม

เวทยิ้มรับอีกฝ่ายโดยไม่ได้พูดอะไรอีกจนเข้าห้องบรรยาย

     สองวันต่อมา เวทตื่นนอนตั้งแต่ตีสามครึ่ง เพื่อเข้าห้องน้ำแล้วนอนต่อ ก่อนจะตื่นจริงๆ อีกครั้งในเวลาตีห้าด้วยความตั้งใจจะออกมาวิ่งรอบหมู่บ้านเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ ยามเช้ามืด เมื่อออกวิ่งได้ครึ่งทางเวทเริ่มสังเกตว่าเช้านี้ดูเหมือนจะสว่างช้ากว่าทุกวัน ไม่นานชายหนุ่มก็ได้คำตอบเมื่อเสียงฟ้าร้องคำรามกระหึ่มมาแต่ไกล เมฆฝนก่อตัวอย่างรวดเร็วก่อนที่หยดน้ำจะเริ่มตกลงมา เวทแวะหลบเข้าที่ศาลาข้างทาง ไม่นานนักก่อนที่ฝนจะเริ่มตกกระหน่ำลงมา ชายหนุ่มนั่งมองสายฝนที่ตกกระหน่ำอย่างไม่มีอะไรจะทำดีไปกว่านั้น พลันความคิดของเขาก็ย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันนี้ เพียงแต่ต่างกันที่เวลา

     เสียงออดโบราณรุ่นสงครามโลกครั้งที่สองดังก้องกังวานราวจะขาดใจ  แต่เสียงของมันไม่ต่างอะไรกับระฆังสวรรค์ของนักเรียนทั้งหลาย หลังจากทำความเคารพครูแล้ว บรรดานักเรียนต่างเก็บกระเป๋าเพื่อกลับบ้าน
“เวท วันนี้มีนอยากกินไอครีมน่ะ ไปด้วยกันหน่อยสิ”
เด็กสาวเอ่ยชวนขณะทั้งสองกำลังเตรียมกลับบ้าน

“แต่วันนี้การบ้านเยอะนะ ไม่รีบกลับไปทำล่ะก้อ คืนนี้อานเลย” เวทแย้งขึ้น

     หลังเวลาผ่านไปหลายเดือน ความสนิทสนมของทั้งสองก็เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากมีนเพิ่งย้ายมาใหม่และเวทเป็นเพื่อนคนแรกของเธอในโรงเรียนนี้ ดังนั้นในฐานะเจ้าถิ่นเดิม เด็กหนุ่มจึงต้องคอยช่วยเหลือแนะนำเธอเกี่ยวกับเรื่องต่างๆหลายเรื่อง จึงทำให้ทั้งคู่สนิทกันมากขึ้น
“แหม แค่กินไอศครีมเดี๋ยวเดียวเอง อีกอย่างร้านไอศครีมอยู่เลยศาลากลางไปหน่อยเท่านั้นเอง
ใกล้บ้านเวทไม่ใช่เหรอ” มีนว่า
เด็กหนุ่มเกือบจะหลุดปากไปแล้วว่า ไม่ใช่
ก็พอดีเขานึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังโกหกเธออยู่ว่าบ้านเขาอยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอเท่าไหร่
ยิ่งช่วงหลังๆ มีบางวันที่มีนกลับบ้านเอง เวทก็ถือโอกาสกลับพร้อมเธอไปด้วยซึ่งที่จริงก็เกือบทุกวันน่ะแหละ
“เออ ก็ใช่น่ะนะ”
เวทตอบรับอย่างไม่เต็มปากนัก ตามประสาคนโกหก

“งั้นก็ไปกินไอศครีมกันเถอะ” มีนจับแขนเด็กหนุ่มพร้อมกับยิ้มหวาน “นะ นะ มีนเลี้ยงก็ได้”
“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก” เวทรีบปฏิเสธ แม้ว่าเวทจะยึดถือในคติที่ว่า อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ แต่เด็กหนุ่มก็เกิดความละอายหากจะให้สาวที่ตนแอบหมายปองเป็นคนเลี้ยง (แต่ถ้าเป็นเพื่อนไม่เคยเกี่ยงอยู่แล้ว) “เดี๋ยวเราเลี้ยงเธอเองก็แล้วกัน”
หลังจากทานไอศครีมแล้ว เด็กสาวชวนเวทไปเดินเล่นที่ริมชายหาดซึ่งต้องนั่งรถออกไปอีก แม้จะเริ่มห่วงการบ้านขึ้นมาบ้าง แต่ความรู้สึกอยากอยู่ใกล้เด็กสาวนั้นมีมากกว่า

     ในที่สุดทั้งสองคนก็มาเดินอยู่บนถนนที่เลียบผ่านชายหาด เนื่องจากหาดบริเวณนี้ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวจึงไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก ต้นสนขึ้นเรียงรายสองฟากฝั่งถนน ลมทะเลพัดใบสนพลิ้วไหว เวทลอบมองเด็กสาวที่เดินอยู่ข้างๆ ใบหน้าขาวเนียน เส้นผมถูกลมพัดปลิวบางส่วนอยู่ที่ข้างแก้มบางใสนั้น
“เวท รู้ไหม มีนน่ะ
ชอบทะเลมากเลยนะ” เด็กสาวเอ่ยขึ้น “ทุกครั้งที่มีนไม่สบายใจและได้มองดูทะเล มันทำให้มีนรู้สึกว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่และเราก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งเท่านั้น พอคิดแบบนี้ แล้วความทุกข์ใจที่มีอยู่ก็เหมือนว่ามันจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยทีเดียว”

“งั้นเหรอ” เวทกล่าวรับ ขณะใจเริ่มนึกไปถึงความทุกข์ใหญ่ของตนเกี่ยวกับการบ้านในคืนนี้และยังเวลาที่กว่าจะถึงบ้านอีก(ทำทั้งคืนแหง…)
“จริงๆนะเวท มีนว่าอาจเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตเกิดมาจากท้องทะเล ดังนั้นพอยามใดที่เราได้อยู่ใกล้ทะเลก็เหมือนกับอยู่ใกล้มารดาที่ให้กำเนิด เลยทำให้เราเกิดความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา”
     คงไม่อบอุ่นเท่าไหร่มั้งถ้าว่ายน้ำไม่เป็น… เวทคิด ก่อนจะพูดขึ้น มีนพูดยังกับพวกนักเขียนอย่างนั้นแหละ แบบนี้น่าจะลองแต่งนิยายดูนะ สำนวนใช้ได้เลย”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ” เด็กสาวพูดพร้อมกับหัวเราะเสียงใส
เวทมองเด็กสาวที่เดินอยู่ข้างๆ แม้เขาจะยอมรับว่ายิ่งเวลาผ่านไปเขาและเธอต่างก็สนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น
แต่เวทกลับรู้สึกเหมือนว่า เขารู้จักตัวตนของเธอน้อยลงทุกที
มันดูเหมือนไม่มีสิ่งใดเลยที่เขาจะคาดเดาได้ถูกต้องสำหรับผู้หญิงคนนี้
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นมาแต่ไกล ทำให้เวทหยุดคิดและมองขึ้นไปบนฟ้า กลุ่มเมฆดำลอยตัวมาเกาะกลุ่มหนาแน่น
ขณะที่ลมเริ่มพัดแรงขึ้น จนเกิดคลื่นเป็นระลอก

“มีน เราว่า พวกเราน่าจะกลับกันได้แล้วนะ ท่าทางฝนกำลังจะตก” เวทพูดขึ้น
“สักเดี๋ยวเถอะนะ”เด็กสาวขอร้อง
“ทำไมล่ะ” เวทถาม
“มีนยังไม่อยากกลับ” เด็กสาวให้เหตุผลง่ายๆ
     เวททำได้เพียงยอมจำนนกับเหตุผลของเธอ ทั้งสองเดินกันต่อ แต่ไม่นานนักก่อนที่หยดน้ำจะเริ่มตกลงมา และกลายเป็นสายฝนกระหน่ำ เวทพาเด็กสาวมาหลบฝนที่ศาลาเล็กๆริมหาด ทั้งสองคนเปียกพอสมควร
เวทส่งผ้าเช็ดหน้าเพื่อให้เด็กสาวใช้เช็ดศรีษะให้แห้ง 
มีนรับผ้าผืนนั้นมาและใช้มันเช็ดศรีษะจนแห้งตามที่เด็กหนุ่มบอกก่อนจะส่งผ้าคืน เวทรับผ้าคืนมา กลิ่นหอมกรุ่นของเด็กสาวยังติดอยู่ที่ผ้านั้น
ในความทรงจำของเวท ถึงช่วงเวลานั้น พวกเขาทั้งสองคนทำได้เพียงนั่งรอเวลาจนกว่าฝนจะหยุดตก
ซึ่งหยุดเอาเมื่อราวเกือบค่ำ ตลอดเวลาดังกล่าว ดูเหมือนสายฝนจะทำให้ความคิดของมีนว่างเปล่า เด็กสาวไม่ได้พูดอะไรนอกจากทอดสายตามองทะเลและสายฝนที่เบื้องนอก
แต่เวทกลับรู้สึกว่าบางทีเพียงการได้มองเธออย่างเงียบๆ ก็ทำให้เขามีความสุขขึ้นอย่างน่าประหลาด…

>>>>>>>>>>>>>>>>

     ตอนสายๆ ของวัน สายฝนที่ตกแต่ก่อนสว่างและหยุดไปเมื่อหลังเจ็ดโมงเล็กน้อย ทำให้อากาศยังคงสดชื่น หลังจากจัดการกิจวัตรประจำวันเสร็จแล้ว  วันนี้เวทตั้งใจว่าจะรื้อชั้นหนังสือเก่าออกมาเพื่อจัดหมวดหมู่ใหม่และรวบรวมของที่ไม่ใช้ใส่ลงลังกระดาษ หลังจากที่ไม่ได้หยิบจับเลย

     ตั้งแต่ขึ้นปีสาม เวทย้ายมาอยู่ที่บ้านนี้ตอนอยู่ปีหนึ่ง เนื่องจากเอนท์ติดมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ พ่อของเขาซื้อบ้านนี้ไว้ตอนที่พี่ของเขามาเรียนที่นี่ ก่อนที่เขาจะตามมาในปีต่อมา ตอนนี้บ้านค่อนข้างเงียบเนื่องจากพี่ของชายหนุ่มไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ

     เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มต้องวางมือจากงานที่กองอยู่ เวทซุกมือลงไปในกองผ้าอันเป็นที่สุดท้ายที่เขาจำได้ว่าโทรศัพท์ของเขาสถิตย์อยู่
“สวัสดีครับ” เวทกรอกเสียงลงไป
“สวัสดีค่ะ พี่เวท นี่กิ๊กพูดนะคะ” เสียงใสๆดังมาตามสาย
     เวทนึกไปถึงเด็กสาวที่เจอเมื่อวานนี้ “อ้าว กิ๊ก ว่าไง โทรมามีอะไรเหรอ”
“ตอนนี้พี่เวท อยู่ไหนเหรอคะ”
“อยู่ที่บ้านครับ”
อีกฝ่ายเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะพูดต่อ “ก็…ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ นึกว่าพี่เวทอยู่มหาวิทยาลัย
กิ๊กว่าจะชวนไปกินข้าวเที่ยงน่ะค่ะ”

“พี่คงจะเข้าไปตอนบ่ายเกือบเย็นน่ะครับ พอดีมีงานที่บ้าน” เวทพูด
“เหรอค่ะ ถ้างั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ” อีกฝ่ายพูดเสียงเบาๆ ก่อนจะวางสายไป
หลังจากอีกฝ่ายวางสายแล้ว เวทนั่งมองโทรศัพท์อย่างเงียบๆพร้อมกับนึกไปถึงคนที่เพิ่งวางสายไป

     เป็นเวลานานแล้วที่เรื่องราวระหว่างเขากับมีนจมลึกอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำ เหมือนตะกอนที่นอนก้น แต่หลังจากที่เขาพบกับน้องกิ๊ก ตะกอนนั้นก็กลับลอยฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง หลายวันมานี้ เวทรู้สึกว่าอารมณ์ความคิดของเขาไม่สงบเหมือนอย่างที่เคย มันวุ่นวายผันแปรกลับไปกลับมาอย่างบอกไม่ถูก……
“ตกลงเรื่องก็มีเท่านี้หรือ”
ชายหนุ่มผิวค่อนข้างขาวสวมแว่นพูดขึ้นหลังจากฟังเรื่องของเวทจบ
     เวทพยักหน้า หลังจากฟุ้งซ่านอยู่หลายวัน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจนัดเพื่อนสนิทรุ่นพี่มาเพื่อขอคำปรึกษาหรือบางทีอาจจะแค่หาคนมารับฟังความไม่สบายใจของตน
“เท่าที่ฟังมา ดูเหมือนปัญหาจะมาจากความคิดของเอ็งนะ เวท”
ต่อพูด

     เวทพยักหน้าอย่างยอมรับ ขณะที่สายตาจับจ้องเกี๊ยวกุ้งที่อยู่ในหม้อสุกี้ อีกฝ่ายอ่านสายตาของชายหนุ่มรุ่นน้องออก ต่อ จึงยื่นช้อนในมือของตนตักลงไปในหม้อสุกี้เป็นการดักหน้าพร้อมกับยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยเป็นเชิงว่า ..เด็กน้อยอย่าเพิ่งใจร้อน… เวทมองอีกฝ่ายอย่างรู้ทันเล็กน้อย ชายหนุ่มกินข้าวกับรุ่นพี่มานานพอจนรู้ชั้นเชิงกันดี
“พอเอ็งเห็นหน้าน้องเค้า เอ็งก็เลยนึกไปถึงพี่ของเค้า”
ต่อพูดสรุปเรื่องที่อีกฝ่ายเล่า

“อืม..แบบนี้ก็แสดงว่าจริงๆ แล้ว เอ็งยังไม่เคยลืมผู้หญิงคนนั้นน่ะสิ”
เวทพยักหน้าอีกครั้ง พร้อมกับมองอีกฝ่ายเป็นเชิงขอความเห็น

“ที่จริงมันก็ไม่แปลกอะไรหรอกที่เอ็งจะยังไม่ลืมเขา” ต่อพูดขึ้นช้าๆ เอ็งกับผู้หญิงคนนั้น..ชื่ออะไรนะ..เออ ชื่อมีน..ใช่ไหม” ท้ายประโยค ต่อพูดเป็นเชิงถาม
เวทพยักหน้ารับอีกฝ่าย

“เอ็งกับเขา คบกันมาหลายปี ตลอดเวลาก็มีแต่เรื่องดีๆ ต่อกัน แม้ตอนนี้ มันจะจบไปแล้ว แต่ความรู้สึกดีๆ ก็ยังเหลืออยู่ มันอาจจะอยู่ในส่วนลึกของจิตใจโดยที่ตัวของเอ็งก็อาจจะไม่รู้”
ต่อหยุดถอนหายใจเบาๆ เพื่อให้ดูมีมาดสุขุมแบบนักปราชญ์ (แม้ว่าจริงๆจะไม่ใช่ก็ตาม) ก่อนจะพูดต่อ

รู้อะไรไหม น้องเวท บางทีนะ การที่เอ็งไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่ มันก็เหมือนตะกอนนั่นแหละ น้องเอ๋ย เราไม่รู้หรอกว่า มันมีอยู่ตราบจนมีบางอย่างไปแกว่งมันนั่นแหละ”
     เวทมองอีกฝ่ายอย่างนับถือ อย่างน้อย พี่ต่อก็เป็นรุ่นพี่ที่เข้าใจความคิดของเขามากที่สุด
“ว่าแต่..” ต่อนิ่งไปครู่หนึ่ง คล้ายจะนึกขึ้นได้ สายตามองบนโต๊ะอาหารก่อนจะมองดูอีกฝ่าย
“มึงน่ะ อย่าเอาแต่กินซีโว้ย หลอกให้พี่พูดอยู่คนเดียว”……

     หลังแยกจากรุ่นพี่แล้ว เวทนั่งรถกลับบ้าน ท้องฟ้ามืดสนิทในยามค่ำ สายฝนตกพรำๆ ชายหนุ่มนั่งมองผ่านหน้าต่างรถออกไปภายนอก ขณะที่คิดถึงเรื่องที่เขาได้คุยกับพี่ต่อ ชายหนุ่มรู้สึกว่าความเห็นของรุ่นพี่นั้นค่อนข้างถูก เหตุแห่งความฟุ้งซ่านที่เขาเป็นอยู่นี้ก็เพียงเพราะเขายังไม่เคยลืมเธอได้จริงๆ ที่ผ่านมา การที่เขาตัดขาดการติดต่อกับเธอ มันทำให้เขาคิดไปเองว่าเขาสามารถลืมเธอและเรื่องราวทั้งหมดได้จริงๆ เวทยิ้มเมื่อนึกไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับมีน ความคิดคำนึงของชายหนุ่มย้อนไปถึงวันเวลาเหล่านั้น…

     ตอนเช้า เวทกับมีนกำลังเดินคู่กันบนทางเดินริมถนน เนื่องจากวันนี้เด็กสาวอยากเดินไปโรงเรียนแทนการนั่งรถบ้าง ทั้งสองจึงลงรถก่อนถึงโรงเรียนประมาณครึ่งทางและเดินต่อ ตอนนี้ทั้งสองขึ้นมอสี่แล้ว มีนได้ขอกับทางบ้านว่าจะขึ้นรถไปเรียนเองซึ่งทางบ้านของเด็กสาวก็ไม่ขัดข้องด้วยเห็นว่าโรงเรียนก็ไม่ไกลนััก ทุกเช้าเวทกับมีนจะนัดเจอกันที่ปากทางหน้าบ้านของมีน แม้เวทจะต้องตื่นแต่เช้ามืดทุกวันเพื่อมาดักรอเธอแต่ชายหนุ่มก็ทำด้วยความเต็มใจและนั่นก็เลยกลายเป็นเหตุ ให้ชายหนุ่มมีนิสัยตื่นแต่เช้ามืดในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม จนบัดนี้ เวทก็ยังไม่ได้บอกเด็กสาวว่าจริงๆแล้ว บ้านของเขาอยู่คนละทางกับบ้านของเธอ เด็กหนุ่มยอมลำบากทั้งขาไปและขากลับจากโรงเรียนถ้ามันจะทำให้เขามีเวลาอยู่กับมีนมากขึ้น

“เช้าๆ นี่สดชื่นดีจังเลยนะ” มีนพูดพร้อมกับสูดอากาศยามเช้า “เวท ว่าไหม” เด็กสาวหันมาถามคนที่เดินด้วย ก็เห็นอีกฝ่ายอ้าปากหาวด้วยท่าทางที่ยังง่วงนอนอยู่
“เวท!” มีนเรียกเสียงดังพร้อมกับตีที่ไหล่ของเด็กหนุ่ม ทำเอาเวทสะดุ้ง
“ขี้เซา จังเลย มีชีวิตชีวาหน่อยสิ ตอนเช้าแบบนี้สดชื่นจะตาย” มีนว่า
จะไม่ง่วงได้ไง ก็ตื่นตั้งแต่ตีสี่..เวทคิด ก่อนจะพูดว่า “เมื่อคืนเรานอนดึกไปหน่อยน่ะ”
“ทำอะไร ดึกๆ ดื่นๆ ไม่หลับไม่นอน” มีนว่า “มัวแต่คิดถึงสาวที่ไหนหรือเปล่า”
“คิดถึงสาวข้างๆ นี่มั้ง” เวทแกล้งพูดพร้อมกับลอบสังเกตท่าทางของอีกฝ่าย ก็เห็นมีนก้มหน้าอมยิ้มแก้มทั้งสองข้างแดงเรื่อ
“พูดเป็นเล่นไปได้” เด็กสาวพูดพร้อมกับใช้กระเป๋าเหวี่ยงใส่
เวทกระโดดหลบพร้อมกับหัวเราะ “แน่จริง ตีให้โดนสิ” เด็กหนุ่มพูด

“แน่จริงอย่าหลบสิ” มีนว่า ก่อนจะหยุดเดินและมองไปยังต้นไม้ข้างทาง
ดอกไม้สีสวยสดชูช่องามอยู่ “เวท ดูสิดอกไม้สวยจัง เราอยากได้” มีนพูด

“เธอขึ้นไปเด็ดให้เราทีสิ” เด็กสาวขอร้อง
เวทแหงนมองตาม ดอกไม้ช่อนั้นอยู่สูงขึ้นไปราวสามเมตร เด็กหนุ่มคิดว่าถ้าเขาปีนขึ้นไปแล้วพลัดตกลงมาคงไม่เข้าท่าแน่ๆ แต่เมื่อเธอขอร้อง แบบนี้ ต่อให้สูงเสียดฟ้าปานภูผาหิมาลัย เขาก็จะปีน

     เวทส่งกระเป๋าให้เด็กสาวถือไว้ ดึงแขนเสื้อขึ้นเพื่อความทะมัดทะแมงก่อนจะปีนขึ้นไปจนถึงคบไม้และเด็ดดอกไม้ลงมา ทว่าเมื่อไปถึงคบไม้เขาพบว่าตรงนั้นมีรังมดแดงอยู่ และพวกมันก็กรูกันออกมาต้อนรับเขาอย่างเต็มที่ หลังเด็ดดอกไม้ได้แล้ว เวทต้องปัดมดออกจากตัวเขาเป็นพัลวัน จนเท้าข้างหนึ่งลื่นจากกิ่งที่เหยียบอยู่ ทำให้ร่างของเด็กหนุ่มหล่นลงพื้นข้างล่าง เสียงดัง พลั่ก

     แม้จะเจ็บตัวแต่เวทก็ปลื้มใจที่เห็นมีนวิ่งมาหาพร้อมกับถามอย่างห่วงใย “เป็นอะไร หรือเปล่า”
“เราไม่เป็นอะไรมากหรอก” เวทรีบตอบ
“เปล่า เราหมายถึงดอกไม้น่ะ” ………

     ดอกไม้ของมีน สมบูรณ์ทุกประการสมดังใจของเธอ ขณะที่คนที่ปีนขึ้นไปเก็บนั้นนอกจากจะถูกมดกันจนคันคะเยอแล้วยังขาแผลง สะโพกครากจากการตกต้นไม้ด้วย ทีแรกเวทนึกน้อยใจเล็กๆที่มีนพูดห่วงดอกไม้มากกว่าตัวเขา แต่ความน้อยใจก็หายไปสิ้นเมื่อเด็กสาวเข้ามาช่วยประคองเขาเดินจนไปถึงโรงเรียน ทำเอาเด็กหนุ่มลืมเจ็บลืมคันจนหมด

     ในตอนอยู่ มอสี่ มีหนุ่มๆจากห้องอื่นๆทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่มาติดพันเธอหลายคน อันที่จริงเรื่องคนมาชอบมีนนั้นก็มีมาแล้วตั้งแต่ มอสาม แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มเป็นเท่าตัว  แต่มีนก็ไม่ได้มีท่าทีสนใจใครเป็นพิเศษ

     ในเทอมสองตอนมอสี่ โรงเรียนที่ทั้งสองเรียนอยู่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับจังหวัด มีนถูกเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ของโรงเรียน ซึ่งเวทเห็นว่าไม่แปลกอะไรที่สวยอย่างเธอจะถูกเลือก
“เวท วันนี้ เรามีซ้อมเชียร์ ตอนเย็น” มีนบอกกับเขาในบ่ายวันหนึ่งหลังจากเธอรู้ว่าเธอถูกเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์
“เหรอ แล้วมีนกลับยังไงล่ะ ให้พ่อมารับล่ะสิ” เวทถามขณะในใจผิดหวังนิดๆที่วันนี้ไม่ได้กลับกับเธอ
“เปล่าหรอก” เด็กสาวสั่นศรีษะ “เรามีคนไปส่งแล้วล่ะ”
หัวใจของเวทหายวูบ เมื่อได้ยิน ใครกัน หรือจะเป็นรุ่นพี่รูปหล่อนักกีฬาบาสเก็ตบอลของโรงเรียนที่เขาเคยเห็นมาส่งดอกไม้ให้เธอบ่อยๆ

“ใคร.. เหรอ” เวทพยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด แม้ในใจจะไม่ปกติแล้วก็ตาม
เด็กสาวมองหน้าอีกฝ่าย “ก็เธอน่ะแหละ เย็นนี้รอเราด้วย อย่าหนีกลับก่อนล่ะ เราไม่ยอมด้วย”….

และนี่เองที่เป็นเหตุให้เวทต้องกลับบ้านช้ากว่าเดิมขึ้นไปอีก แต่เวทก็ยอมอย่างเต็มใจ

     ทุกวันที่มีซ้อมเชียร์ เวทจะไปนั่งที่ริมสนามเฝ้ามองดูมีนซ้อมเต้น  แม้ในกลุ่มเชียร์ลีดเดอร์จะมีแต่คนสวยๆแต่ในสายตาของเวทนั้น มีนเป็นคนที่สวยที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เวทคนเดียวที่นั่งดูเชียร์ลีดเดอร์ซ้อมเต้น ยังมีบรรดานักเรียนชายของโรงเรียนอีกหลายคนที่นั่งดูอยู่ด้วย  ส่วนมากดูกันอย่างสงบปากสงบคำมีวิพากษ์วิจารณ์บ้างก้แต่พองามเว้นแต่กลุ่มหัวโจกตัวแสบประจำโรงเรียนเท่านั้น

“เฮ้ยดูคนนั้นสิวะ หุ่นงี้สุดยอดเลยว่ะ” พวกมันคนหนึ่งพูดขึ้น “แบบนี้ น่า… ชะมัดเลย”
“คนไหนวะ” อีกคนถาม
“ก็คนนั้นไง คนขาวๆ ที่ยืนแถวหน้าทางซ้ายน่ะ” ไอ้คนแรกพูด
     เวทหันไปชำเลืองพวกมัน เพราะคนที่พวกมันพูดถึงคือ มีน นั่นเอง
“เฮ้ยๆ คนนั้นกูรู้จัก ชื่อน้องมีน อยู่มอสี่” อีกคนพูดขึ้น
“มีแฟนหรือยังวะ ถ้าไม่มีกูจะได้สอยซะ” คนแรกพูดอย่างคะนองปาก

     เวทนั่งฟังอย่างไม่ค่อยพอใจนักที่มันพูดถึงเพื่อนหญิงของเขาอย่างไม่ให้เกียรติเท่าไหร่  แต่เด็กหนุ่มก็พยายามไม่เอาใจใส่ จนกระทั่ง พวกเชียร์ลีดเดอร์ซ้อมเสร็จและกลับบ้าน มีนก็เดินออกมาหาเขา
“วันนี้เลิกเร็วจังนะ” เวทพูด
“ทำไม เธออยากดูสาวๆ เต้นกันต่อ ล่ะสิ” มีนว่า
พร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก เด็กสาวดึงผ้าผูกผมออกเพื่อรวบผมใหม่ให้เข้าที่
“เวท ช่วยรวบผมให้มีนทีสิ” เธอพูดพร้อมกับส่งผ้าผูกผมให้
     เวทลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรับผ้ามา
“ให้พวกพี่ช่วยผูกผมให้เอาไหมจ๊ะน้อง” เสียงแซวลอยลมมาจากกลุ่มหัวโจกที่นั่งอยู่
มีนหันขวับไปมอง ก็เห็นพวกนั้นยักคิ้วหลิ่วตาพร้อมกับพูดต่อ
“เต้นสวยจังเลยน้อง ผิวงี้ข้าว ขาว ว่างๆ ไปเต้นที่บ้านพี่หน่อยได้ไหมจ๊ะ”
“ไอ้พวกบ้า” เด็กสาวพูดเบาๆ
“ใจเย็นๆน่า มีน อย่าไปยุ่งกับพวกมันเลย รีบกลับดีกว่า” เวทรีบเตือนเพราะรู้สึกว่าตาขวาเริ่มกระตุกชอบกล

(พบกันใหม่ในบทถัดไป…)

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*