ครั้งหนึ่งในความทรงจำ (บทที่สี่)

…….คืนนั้น เวทกลับค่อนข้างดึกเนื่องจากหลับนั่งเลยป้าย แถมไม่มีเงินค่าแท็กซี่เลยต้องนั่งรถเมล์ย้อนกลับมาอีก  นับแต่เจอหน้าน้องกิ๊กและทำให้ความทรงจำถึงมีนกลับขึ้นมาใหม่นั้น ดูเหมือนว่าเขามักจะขาดสมาธิเหม่อลอยบ่อยครั้ง

(โดยเฉพาะเวลานั่งรถกลับบ้าน) ทำให้เผลอหลับและนั่งเลยป้ายบ่อยๆ จนเขาอยากย้ายไปนอนที่อู่รถเมล์เสียเลย เวทย้อนนึกไปถึงสมัยที่เขากับมีนนั่งรถไปโรงเรียนด้วยกันตอนเช้า ถ้าวันไหนที่เขาเผลอหลับล่ะก้อ  มีนมักจะแกล้งไม่ปลุกและปล่อยให้เขานั่งเลยโรงเรียนไปเสมอ โชคดีที่อู่รถอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนเท่าไหร่ (แค่กิโลกว่าๆ เท่านั้น) แต่ถ้าวันไหนหามอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือรถย้อนกลับมาไม่ได้ก็ทำเอาเขาลิ้นห้อยเหมือนกัน

“โห มีน ใจร้ายจังเลยปลุกหน่อยก็ไม่ได้ เนี่ยวันนี้เวทหารถย้อนกลับมาไม่ได้ต้องวิ่งมาตั้งไกล แถมมาไม่ทันอีกโดนอาจารย์เรียกไปเทศน์ตั้งนานแน่ะ” วันหนึ่งเวทโอดครวญเพื่อเรียกร้องความสนใจแบบเผื่อฟลุ้ค
“อยากเอาแต่หลับไม่ยอมคุย ปล่อยให้มีนนั่งเหงาคนเดียวนี่  ต้องแกล้งเสียให้เข็ด”มีนทำเสียงงอนนิดๆ แต่ก็ยังน่ารัก

“โธ่ มีน ก็คนมันง่วงนี่นา”เวทแก้ตัว
“ไม่รู้ล่ะ ถ้าคราวหลังเวทหลับอีกล่ะก้อ  มีนจะหาหมามุ่ยมาโรยให้คันไปทั้งตัวเลย”มีนขู่ด้วยหน้าตาขึงขัง ทำเอานับแต่นั้นมาเวทไม่กล้านั่งหลับทุกครั้งที่นั่งรถมากับมีน ด้วยกลัวว่าขืนเธอทำอย่างที่พูดจริงๆมีหวังเขาต้องกลายเป็นลิงเพราะเกาไปทั้งตัวแหงๆ

เวทเผลอยิ้มให้กับตัวเองเมื่อนึกถึงเรื่องเก่าๆ ก่อนที่จะเข้าบ้าน

ครู่ต่อมาหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วเวทกำลังจะสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิพักหลังชายหนุ่มห่างหายการนั่งสมาธิไปนาน สาเหตุเพราะมักถึงบ้านดึกบ่อย (นั่งรถเลยป้าย) สำหรับเรื่องสวดมนต์นั้น ชายหนุ่มเคยทำมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแต่เริ่มจะทำเป็นกิจวัตรประจำวันก็ตั้งแต่ตอนที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวนี่แหละ เรื่องของเรื่องคือการอยู่บ้านคนเดียวนั้นมันทำให้วังเวงกลัวว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญ (ประเภทลาง  หลอก หลอน) มาอยู่ด้วย จึงต้องหาคุณพระคุณเจ้ามาทำให้อุ่นใจ 

ยังไม่ทันเริ่มตั้งท่าจะสวดนะโมจบที่หนึ่ง เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

เวทเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มากดดูก็เห็นชื่อน้องกิ๊กปรากฏที่หน้าจอ ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ก่อนจะกดรับ

“สวัสดีครับ น้องกิ๊ก” เวททักทาย
“รู้ได้ไงคะ ว่าเป็นกิ๊ก”อีกฝ่ายพูดเสียงใส

ทำไมจะไม่รู้ ก็มีชื่อโชว์อยู่บนเครื่องแบบเนี้ย  เวทคิดก่อนจะถามต่อ “แล้วน้องกิ๊ก  โทรมามีธุระอะไรกับพี่เหรอครับ”

“ต้องมีธุระถึงโทรมาได้เหรอคะ” เสียงอีกฝ่ายตัดพ้อนิดๆ
“อ๋อ ไม่ใช่หรอกครับ พอดีพี่เห็นว่านี่มันจะห้าทุ่มแล้ว พี่ก็เลยสงสัยว่าทำไม โทรมาดึกจัง”

อีกฝ่ายเงียบเสียงไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “พอดีกิ๊กเพิ่งชาร์จแบตเสร็จน่ะค่ะ เลยโทรมาดึกไปหน่อย เอ่อ…นี่กิ๊กรบกวนเวลานอนของพี่เวทหรือเปล่าคะ”
“อ๋อไม่หรอก พอดีพี่เพิ่งมาถึงบ้านเมื่อกี้เองน่ะ” เวทตอบ
“ทำไมพี่เวท กลับช้าจังล่ะค่ะ วันนี้ปริญญาโทเลิกสองทุ่มครึ่งไม่ใช่เหรอ” กิ๊กถาม
“เออ คือพอดี พี่ต้องคุยธุระเรื่องรายงานน่ะเลยกลับช้า”

เวทยอมผิดศีลข้อมุสาทั้งๆ ที่อยู่หน้าพระ เพราะไม่อยากบอกความจริงว่านั่งรถเลยป้าย ด้วยกลัวเสียฟอร์ม แต่ชายหนุ่มก็รู้สึกแปลกใจที่น้องกิ๊กรู้ตารางเรียนของเขาด้วย
“แล้วนี่ กิ๊กมีอะไรจะคุยกับพี่เหรอ” เวทรีบเข้าเรื่อง เพราะตั้งใจว่าคุยเสร็จจะได้รีบวางหูไปสวดมนต์ อันที่จริงแล้วเวลาแบบนี้ถ้าเป็นคนอื่นโทรมาล่ะก้อ ชายหนุ่มไม่รับสายเด็ดขาดเพราะถือว่าหมดเวลางานแล้ว แต่สำหรับน้องกิ๊ก ชายหนุ่มถือเป็นกรณีพิเศษ ยอมให้ครั้งหนึ่ง (เห็นแก่ความงาม)

“กิ๊กเบื่อๆน่ะค่ะ อยากหาเพื่อนคุย” น้ำเสียงดูออดอ้อน ทำเอาหัวใจชายหนุ่มชักจะละลาย
“เบื่ออะไรเหรอครับ” เวทถาม……

คืนนั้น กว่าที่น้องกิ๊กจะหาย “เบื่อ” ก็เกือบตีสอง เนื่องจากน้องกิ๊กใช้โปรโมชั่นโทรฟรี จึงคุยยาวได้โดยไม่ต้องห่วงค่าโทร และจนกระทั่งวางหูไปแล้ว เวทก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าน้องกิ๊ก “เบื่อ” เรื่องอะไร มีแต่เวทเท่านั้นที่นอกจากจะต้องนอนดึกและไม่ได้สวดมนต์ก่อนนอนแล้วยังตื่นสายอดวิ่งจ็อกกิ้งตอนเช้ามืดด้วย (อ้อ แล้วก็อดเข้าส้วมตอนตีสามอีกต่างหาก) แต่เวทก็ถือว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของน้องกิ๊ก เพราะชายหนุ่มยังยึดถือในคติเดิมของตนที่ว่า ความงามนั้นไม่เคยผิด (มีความมั่นคงน่านับถือมาก สมควรที่บุรุษทั้งหลายต้องดูไว้ แต่อย่าเอาอย่าง)

หลายสัปดาห์ต่อจากนั้น น้องกิ๊กมักโทรมาหาเวทบ่อยๆ เฉลี่ยราวสองวันครั้ง เพียงแต่ช่วงหลังๆ ไม่โทรยาวแบบมาราธอนเหมือนครั้งแรกเท่านั้น ซึ่งเวทสันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะโทรศัพท์หมดโปรโมชั่นแล้วนั่นเอง เรื่องที่คุยนั้นส่วนใหญ่ก็สัพเพเหระไม่ใช่ธุระสำคัญ ดูเหมือนว่าน้องกิ๊กเพียงแค่อยากจะคุยกับเขาเท่านั้น นอกจากนี้ พักหลังที่เวทมักเจอน้องกิ๊กที่คณะบ่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วนั้น บางวันน้องกิ๊กก็ซื้อขนมมาฝากเขา ทำให้ช่วงนี้เวทประหยัดเงินค่าอาหารไปได้มาก (มีขนมกินฟรี) บางทีน้องกิ๊กก็ชวนชายหนุ่มไปหาอะไรกินแถวมหาวิทยาลัยกันสองต่อสอง

พฤติกรรมของน้องกิ๊กทำให้เวทชักเริ่มสงสัยแล้วว่าข้อสันนิษฐานของฟ้าอาจจะถูกก็ได้

…..”แน่ใจเหรอวะ ว่าที่เล่ามาเนี่ย เอ็งไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง” ต่อ รุ่นพี่ที่ปรึกษาคนสำคัญของเวทเอ่ยขึ้นหลังจากเวทเล่าเรื่องของน้องกิ๊กให้ฟัง ขณะที่ชายหนุ่มกำลังสังสรรค์กับเพื่อนๆร่วมแก๊งที่ร้านเจ้าประจำแถวประชาชื่น
“แต่หนูว่า มันก็อาจเป็นอย่างที่ไอ้เวทมันว่าก็ได้นะพี่” กุ้ง หญิงสาวผิวคล้ำ สวยแบบคมเข้ม (จนเกือบดำ) สมาชิกหญิงเพียงคนเดียวของกลุ่มออกความเห็นบ้าง

เวทมองทั้งสองฝ่ายอย่างชั่งใจว่าจะเห็นด้วยกับใคร ก่อนจะหันไปหาข้อสรุปจากพี่ตี้ รุ่นพี่ผู้อาวุโสสุดของกลุ่ม ด้วยว่าประสบการณ์ความรักของพี่ตี้นั้นโชกโชนมีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา (แต่ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำตามากกว่า) เวทจึงเชื่อว่าน่าจะมีความเห็นดีๆ ที่ต่างออกไปจากพี่และเพื่อนบ้าง

“ก็ไม่เห็นยาก เอ็งก็ถามไปตรงๆ เลยก็สิ้นเรื่อง ว่าน้องเค้าคิดอย่างไรกับเอ็ง” พี่ตี้ยุให้ทำแบบที่ตนเคยทำมาก่อน (และแห้วมาก่อน)

เวทฟังอย่างครุ่นคิดด้วยสติและสัมปชัญญะเท่าที่มี ก่อนจะเปลี่ยนสายตามาทางต่อ

“แต่พี่ว่านะ เวท ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่เอ็ง คิดยังไงกับเขามากกว่า” ต่อพูดในอีกแง่มุมหนึ่งบ้าง “เอ็งชอบเขาหรือว่า…แค่เห็นเขาแล้วนึกถึงบางอย่าง” ต่อพูดเป็นปริศนา
แต่เวทก็เข้าใจว่า “บางอย่าง” ที่เพื่อนรุ่นพี่ของเขาพูดนั้นคืออะไร…….

ระหว่างกลับบ้านเวทนำคำพูดของเพื่อนรุ่นพี่มาคิด นั่นสิ ตอนนี้ที่เขาว้าวุ่นแบบนี้ เป็นเพราะเขาเริ่มชอบน้องกิ๊กหรือเปล่า หรือแค่เพราะว่าน้องกิ๊กทำให้เขานึกถึงมีนซึ่งเป็นรักครั้งแรกของเขา

มาถึงตอนนี้เวทแน่ใจแล้วว่าในเวลานั้นความรู้สึกที่เขามีให้กับมีนนั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็นความรัก (แต่กว่าจะคิดได้ก็ผ่านไปแล้วตั้งหกปี ความรู้สึกช้าาาาา.. ไปหน่อย)

เวทนึกเสียดายว่าถ้าตอนนั้นเขาคิดได้แบบนี้ เขาคงกล้าที่จะพูดความในใจไปแล้ว

ชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงครั้งหนึ่งที่เขาเกือบจะสารภาพความในใจกับมีน ตอนนั้นเขาอยู่มอห้า มีอยู่ครั้งหนึ่งเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนก็จะเป็นวันเกิดของมีน

เวทใช้เวลาตลอดเดือนนั้นเพื่อพยายามมองหาของขวัญที่ดีที่สุดและเหมาะที่จะมอบให้กับเพื่อนหญิงแต่เวทก็ยังอดเสียวสันหลังไม่ได้ว่าคราวนี้มีนจะบังคับให้เขาทำอะไรแผลงๆแบบวันวาเลนไทน์หรือวันเกิดในปีก่อนหน้านั้นหรือเปล่า

เวทยังจำได้ว่าเมื่อวันเกิดของเธอตอนอยู่ มอสาม อันเป็นปีแรกที่เขารู้จักกับเธอ มีนอยากได้ดอกบัวที่อยู่ในสระหน้าโรงเรียน

“มีน จะให้เวทลงไปในสระ นี่เหรอ” เวทมองดอกบัวที่ชูช่ออยู่กลางน้ำสลับกับดวงตากลมโตของเด็กสาวตรงหน้า
“มีนไม่ได้บอกให้เวทลงไปในสระนี่นา แค่บอกว่ามีนอยากได้ดอกบัวดอกนั้นเท่านั้นเอง” เด็กสาวพูด

“เอางี้ดีกว่าไหม เดี๋ยวเวทไปซื้อที่ตลาดให้ จะเอากี่ดอกบอกมาเลย” เวทพยายามหาทางออกเพราะไม่อยากเสี่ยงกับการถูกอาจารย์ด่าแถมยังอาจถูกปลาแขยงรุมตอดอีกต่างหาก
“แต่มีนอยากได้ดอกนั้นนี่นา” เด็กสาวยังยืนกราน “แหม วันเกิดมีนทั้งทีทำให้แค่นี้ก็ไม่ได้”

เวทชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง “เอาล่ะ งั้นมีนรอเดี๋ยวนึง เวทจะเด็ดดอกบัวนั้นมาให้มีนเอง”
มีนยิ้มอย่างดีใจ ซึ่งเพียงรอยยิ้มนี้ อย่าว่าแต่แค่ดอกบัวกลางสระหน้าโรงเรียนเลยต่อให้เป็นบัวอเมซอนกลางฝูงปลาปีรันย่า เวทก็ไม่กลัว
เวทไปหาไม้ยาวๆ มาได้หนึ่งอัน เด็กหนุ่มเอากิ่งไม้มามัดติดกับปลายไม้อันนั้นโดยใช้ต้นหญ้าเหนียวมาฝั่นเป็นเชือก หลังจากอุปกรณ์พร้อม เวทก็ไต่ลงตลิ่งที่ค่อนข้างชันใช้มืออีกข้างจับต้นไม้ที่อยู่ริมสระไว้และยื่นมืออีกข้างออกไปเขี่ยดอกบัว ให้เข้ามาใกล้ๆ เพื่อที่เขาจะเอื้อมถึง

“อีกนิด เวท อีกนิดเดียว จะได้แล้ว” มีนให้กำลังใจ ทำให้เวทพยายามยื่นมือออกไปอีกจนดอกบัวถูกเกี่ยวเข้ามาใกล้ พอที่มือจะเอื้อมถึง ขณะที่มีนยืนลุ้นอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับคอยดูต้นทางไปด้วย

“ได้แล้วเวท ดีจังเลย” มีนร้องบอก

เวทจับก้านดอกบัวได้ในที่สุด เด็กหนุ่มยิ้มอย่างสมใจ

ขณะที่พยายามดึงดอกบัวออกมานั้นเองเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจุดศูนย์ถ่วงร่างกายของเด็กหนุ่มย้ายจากสมดุลเป็นไม่สมดุล
มืออีกข้างของเวทก็เลื่อนหลุดจากต้นไม้ที่จับอยู่ และร่างของเด็กหนุ่มก็ร่วงหล่นลงสู่ผืนน้ำ
ตูม……น้ำในสระกระจายขึ้นมาและเกิดเป็นระลอกกลายเป็นวงกว้างและหายไป
มีนร้องอุทานอย่างตกใจ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายโผล่ขึ้นมาได้ มีนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะช่วยดึงมือเวทขึ้นมาจากสระ เมื่อเห็นสภาพของเด็กหนุ่ม มีนก็หัวเราะอออกมาอย่างขบขัน

สภาพของเวทเปียกโชกไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้ามีสาหร่ายสีเขียวประดับที่ศรีษะและใบหน้าแต่พองามมองดูเหมือนพรายทะเลไม่ก็ข้าวห่อสาหร่ายอย่างไรอย่างนั้น

“แหม เวทใจดีจัง มีนจะเอาแค่ดอกบัว เวทจะจับปลามาให้มีนเป็นของแถมด้วยเหรอจ๊ะ” เด็กสาวถามด้วยเสียงกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ

เวทอยากจะโกรธแต่เมื่อเห็นหน้าสวยๆตาใสๆ ก็โกรธไม่ลง นี่แหละที่โบราณเค้าว่าผู้กล้าตกบ่วงหญิงงาม แต่อย่างกรณีของเวทคงต้องเรียกว่าผู้กล้าตกสระเพราะหญิงงามมากกว่า

“เอ้านี่ ดอกบัวของมีน” เวทที่เปียกโชกไปทั้งตัวมีสาหร่ายสีเขียวประดับที่ศรีษะและใบหน้าแต่พองามมองดูเหมือนพรายทะเลไม่ก็ผีสาหร่ายยื่นดอกไม้ให้เด็กสาวที่ยิ้มรับอย่างร่าเริง

“ขอบคุณนะจ๊ะ” มีนพูด……

…ในวันเกิด ตอนอยู่มอสี่ มีนอยากได้ไข่ห่านในโรงเลี้ยงที่อยู่หลังโรงเรียน

(ติดตามตอนต่อไป)

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*