ไดโนเสาร์ครองโลก (Age of Dinosaur)

เป็นเวลานานนับร้อยล้านปีที่เหล่าไดโนเสาร์เคยเหยียบย่ำอยู่บนโลกใบนี้ พวกมันอาจไม่ใช่สิ่งมีชีวิตรุ่นแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จในการขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลก แต่พวกมันก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างความน่าตื่นตะลึงให้กับมนุษย์เราได้มากยิ่งว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในโลกใบนี้

นับแต่มนุษย์รับรู้ถึงการมีอยู่ของไดโนเสาร์ ก็ได้มีการขุดค้นหาและศึกษาซากดึกดำบรรพ์ของพวกมันอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การค้นพบไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ มีไดโนเสาร์มากกว่า 400 ชนิดที่มนุษย์รู้จักและตั้งชื่อ ทว่านักบรรพชีวินวิทยาได้ประมาณว่า น่าจะมีไดโนเสาร์เคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ชนิด จึงอาจกล่าวได้ว่า มีไดโนเสาร์เพียงหนึ่งในห้าเท่านั้นที่มนุษย์รู้จัก

ไดโนเสาร์แยกออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่คือ พวกที่มีสะโพกแบบกิ้งก่าหรือพวกซอริสเชียนกับพวกที่มีสะโพกแบบนกหรือออนิธิชเชียน โดยพวกซอริสเชียนจะมีลักษณะเด่น คือ กระดูกหัวเหน่ากับก้นกบจะชี้ไปคนละทิศกันส่วนพวกออนิโธเชียนจะมีกระดูกหัวเหน่าและก้นกบชี้ไปข้างหลัง

กลุ่มซอริสเชียนประกอบด้วยสองกลุ่มย่อยคือ เทอโรพอดซึ่งเดินด้วยสองขาหลัง มีขากรรไกรยาวกับแนวฟันแหลมคม กินเนื้อเป็นอาหาร และพวกซอโรพอดที่กินพืช เดินสี่ขา มีลำตัวหนาและหางใหญ่ คอยาว ส่วนกลุ่มออนิธิชเชียนจะเป็นไดโนเสาร์กินพืชทั้งหมด โดยแยกออกเป็นกลุ่มย่อยได้แก่ กลุ่มออนิโธพอดที่เดินสองขา ในลักษณะเดียวกับนก มีลำตัวอวบหนาและใช้หางในการทรงตัว ขากรรไกรสั้นกว่าพวกกินเนื้อ ปากมีลักษณะเป็นกระพุ้งแก้ม  กลุ่มเซอราทอปเซียนหรือพวกเดินสี่ขาที่มีเขาบนหน้า ปากเป็นจงอยแข็ง และกลุ่มแองคีโลซอเรียหรือพวกสี่ขาที่หุ้มเกราะตลอดทั้งหลัง และพวกสเตโกซอเรียหรือพวกสี่ขาที่มีแผงใหญ่บนหลัง

ไดโนเสาร์ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกบนโลกเมื่อราว 215 ล้านปีที่แล้ว ในมหายุคเมโสโซอิค ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งช่วงเวลาทั้งหมดของโลกออกเป็นสี่มหายุค อันประกอบด้วย มหายุคพรีแคมเบรียนซึ่งเริ่มตั้งแต่การกำเนิดของโลกเมื่อ 4,600 ล้านปีก่อนจนถึงเมื่อ 550 ล้านปีก่อน มหายุคพาลีโอโซอิคซึ่งเริ่มตั้งแต่ 550 ล้านปีก่อนจนถึงเมื่อ 245 ล้านปีก่อน  มหายุคเมโสโซอิคซึ่งเริ่มตั้งแต่ 245 ล้านปีก่อนจนถึง 65 ล้านปีก่อน และ มหายุคซีโนโซอิคซึ่งเริ่มตั้งแต่ 65 ล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน

สำหรับมหายุคเมโสโซอิคหรือ ยุคแห่งไดโนเสาร์นั้น ถูกแบ่งออกเป็นยุคย่อยอีกสามยุค ได้แก่ ไทรแอสสิค (Triassic) จูราสสิก (Jurassic) และครีตาเชียส (Cretaceous)

ในยุคไทรแอสสิค โลกมีเพียงทวีปใหญ่ทวีปเดียว เรียกว่า มหาทวีปแพนเกีย (Pangaea) ตั้งอยู่บนมหาสมุทรแพนธาลัสสาโดยมีทะเลธีทีสซึ่งเป็นส่วนของผืนน้ำที่แยกจากมหาสมุทรเว้าเข้าไปในตอนกลางของผืนทวีป สภาพอากาศยุคไทรแอสสิคมีสภาพร้อนแห้งแล้ง ยกเว้นบริเวณใกล้กับชายขอบทวีป ทั้งนี้เนื่องจากดินแดนตอนในอยู่ห่างจากทะเลมาก จึงทำให้กระแสลมพัดพาความชื้นไปไม่ถึง จึงส่งผลให้พืชพรรณสามารถเติบโตได้ดีแค่เฉพาะดินแดนที่อยู่ไม่ห่างจากฝั่งทะเลมากนักเท่านั้น

(บรรยากาศยุคไทรแอสสิค)

สภาพดังกล่าวทำให้ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ของยุคนี้เป็นเนินเขาโล่งเตียนและทะเลทราย ยกเว้นแต่บริเวณชายขอบทวีปที่ปกคลุมด้วยผืนป่าและทุ่งเฟิร์น พืชพรรณในยุคไทรแอสสิคประกอบด้วยพืชในตระกูลเฟิร์น สน ต้นแส้หางม้าและพืชที่มีลักษณะคล้ายต้นปาล์ม ในยุคนี้ยังไม่มีพืชใบกว้างเนื่องจากสภาพอากาศทีมีความชื้นในอากาศไม่มาก ทำให้พืชต้องมีใบเล็กและแคบเพื่อลดการคายน้ำ ขณะที่พืชดอกก็ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมาเช่นกัน

ในช่วงต้นของยุคไทรแอสสิค สัตว์สามัญที่สุดคือ ไซโนดอนท์ (Cynodonts) และ ดิกไซโนดอนท์ (Dicynodonts) สัตว์เหล่านี้อยู่ในกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานพวกเทอแรพซิดส์ชนิดใหม่ที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคเพอร์เมียนซึ่งอยู่ในช่วงสุดท้ายของมหายุคพาลีโอโซอิค ซึ่งสัตว์พวกเทอแรพซิดส์นี้จะมีขายาวที่งอกออกมาจากใต้ลำตัวทำให้เคลื่อนที่ได้รวดเร็วและว่องไวมากกว่าสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มอื่น

พวกดิกไซโนดอนท์เป็นสัตว์กินพืช โดยจะมีงาขนาดเล็กอยู่ที่ข้างกรามเพื่อใช้สำหรับขุดรากไม้และมีจงอยปากที่แข็งแรงเพื่อใช้ฉีกกินก้านแข็งๆของต้นพืช ตัวอย่างของสัตว์เหล่านี้ก็ ได้แก่ ลิสโตรซอรัสและแกนเมยีเรีย ส่วนพวกไซโนดอนท์นั้นเป็นพวกกินเนื้อ สัตว์พวกนี้มีลำตัวเพรียวยาวคล้ายสุนัขและมีขายาว มีกรามแข็งแรงทรงพลังพร้อมฟันหลายชนิดสำหรับใช้ฉีก กัด ตัด แทงและเคี้ยว ซีโนดอนท์บางชนิดอาจมีขนปกคลุมร่างกายเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ทั้งยังอาจผลิตความร้อนในตัวได้เอง ซึ่งจะแตกต่างกับสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป โดยหนึ่งในไซโนดอนท์ที่รู้จักกันดี ก็คือ ซินนอกนาตัส

(ซินนอกนาตัสกำลังกินเนื้อตัวเกนเมยีเรีย)

ยังมีสัตว์เลื้อยคลานอีกกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในยุคไทรแอสสิค นั่นคือ พวกอาโคซอร์ (archosaurs) หรือพวกสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป โดยอาโคซอร์ในยุคแรกจะมีแผ่นกระดูกเป็นแถวยาวอยู่ที่หลัง ยามที่พักผ่อนขาของมันจะเหยียดออกด้านข้าง อย่างไรก็ตาม อาโคซอร์สามารถพับขามาอยู่ใต้ลำตัวของมันเพื่อช่วยให้มันวิ่งเร็วขึ้นได้ สัตว์เหล่านี้บางชนิดมีขนาดใหญ่และเป็นนักล่าที่น่าเกรงขาม อย่างเช่น โพสโตซูคัสซึ่งมีความยาวถึง 10 ฟุต

ในเวลาต่อมา อาโคซอร์ขนาดเล็กบางชนิดเช่น ลาโกซูคัส เริ่มเดินบนขาหลังแทนการใช้ขาทั้งสี่ โดยอาโคซอร์เหล่านี้จะมีลำตัวสั้นและหางยาวเพื่อช่วยในการรักษาสมดุลย์ขณะออกวิ่ง และเมื่อประมาณ 215 ล้านปีก่อน สัตว์กลุ่มหนึ่งก็ได้วิวัฒนาการขึ้นมาจากอาโคซอร์ขนาดเล็กที่เดินสองขา สัตว์พวกนี้แตกต่างจากสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ เพราะมีขายาวและตั้งตรงกว่าที่แกว่งจากหน้าไปหลัง แทนที่จะยื่นออกมาจากด้านข้างเหมือนพวกสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์กลุ่มนี้เองที่นับเป็น ไดโนเสาร์รุ่นแรกของโลก

ไดโนเสาร์รุ่นแรกๆ เป็นสัตว์กินเนื้อ พวกมันสามารถเคลื่อนไหวได้ว่องไวกว่าสัตว์เลื้อยคลานและพวกเทอแรพซิดส์ ทำให้ได้เปรียบในการออกล่าเหยื่อมากกว่า ตัวอย่างของไดโนเสาร์เหล่านี้ได้แก่ เฮอเรราซอรัสที่มีลำตัวยาวประมาณ 10 ฟุต กรามแข็งแรง ขาหลังยาว และโคอีโลไฟซิสซึ่งมีหัวเล็กเรียวยาว ลำตัวบอบบาง มีคอกับหางที่ยาวมากและออกหากินรวมกันเป็นฝูง

(โคอีโลไฟซิส)

ต่อมาเมื่อเข้าถึงช่วงหลังของยุคไทรแอสสิค ก็เริ่มมีไดโนเสาร์กินพืชชนิดแรกปรากฏขึ้นบนโลก เช่น แพลททีโอซอรัส ซึ่งเป็นพวกโปรซอโรพอดหรือไดโนเสาร์คอยาวรุ่นแรกๆ ที่มีลำตัวใหญ่หนา คอยาว และหนักกว่าสามตัน นอกจากนี้ในช่วงหลังของยุคไทรแอสสิค ยังเป็นช่วงที่ไดโนเสาร์เริ่มมีวิวัฒนาการแยกออกเป็นกลุ่มซอริสเชียนกับออนิธิชเชียนอีกด้วย

ในขณะที่ไดโนเสาร์เริ่มแพร่กระจายพันธุ์นั้น พวกเทอแรพซิดส์ก็ได้ลดจำนวนลง เนื่องจากไม่อาจแข็งขันในธรรมชาติกับพวกไดโนเสาร์ได้ จนในที่สุด พวกเทอแรพซิดส์ที่เหลือรอดอยู่ในปลายยุคไทรแอสสิคจึงมีแต่เพียงพวกที่มีขนาดเล็ก ส่วนพวกที่มีขนาดใหญ่นั้นได้สูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้น

ยุคไทรแอสสิคสิ้นสุดลงเมื่อ 200 ล้านปีที่แล้ว จากนั้นโลกก็เข้าสู่ยุคจูราสสิก ในยุคนี้สภาพภูมิประเทศได้เปลี่ยนแปลงไป โดยมหาทวีปแพนเกียเริ่มแยกตัวออกจากกัน จนกลายเป็นสองทวีปใหญ่ โดยทวีปทางเหนือถูกเรียกว่า ลอเรเซียและและทางใต้ถูกเรียกว่า กอนโดวานา โดยมีทะเลธีทิสคั่นกลางระหว่างทวีปทั้งสอง การแยกตัวเป็นสองทวีป ทำให้เกิดภูเขาเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่หลายแห่งที่ยุบตัวจนกลายเป็นทะเลตื้นๆ ทำให้กระแสลมพัดพาความชื้นจากทะเลเข้าสู่ดินแดนตอนในได้มากขึ้น และพืชพรรณมากมายก็แพร่จำนวนรุกคืบเข้าแทนที่ทะเลทราย จนทำให้มีผืนป่าดิบชื้นขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งพืชในยุคนี้ เป็นพวกพืชที่อยู่ในตระกูล เฟิร์น สน ปรง ที่ขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ พืชเหล่านี้หลายชนิดได้วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่มหึมา ลำต้นสูงตรง ไม่มีกิ่ง ยกเว้นตรงส่วนปลายยอด

ในยุคจูราสสิก ไดโนเสาร์หลายชนิดได้วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะพวกกินพืชกลุ่มซอโรพอด หรือไดโนเสาร์พันธุ์คอยาวได้วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่โตมหึมา อย่างเช่น อะพาโทซอรัส ดิโพลโดคัส บราคิโอรัสและบาโรซอรัส ในขณะเดียวกัน ไดโนเสาร์นักล่าขนาดใหญ่อย่างเช่น อัลโลซอรัสและเมกาโลซอรัส ก็ปรากฏขึ้นในยุคนี้เช่นกัน ซึ่งการที่พวกนักล่าเหล่านี้วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่ขึ้นก็เพื่อที่พวกมันจะได้สามารถล้มเหยื่อขนาดใหญ่เหล่านี้ได้

( ซีราโตซอรัสกำลังจ้องมองฝูงอะพาโทซอรัส)

นอกจากพวกซอโรพอดยักษ์และพวกไดโนเสาร์นักล่าขนาดใหญ่ซึ่งอยู่แล้ว ไดโนเสาร์อีกกลุ่มหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในยุคนี้ ก็คือพวกสเตโกซอเรียที่มีแผงหลังขนาดใหญ่และหนามแหลมที่ปลายหาง อย่างเช่น สเตโกซอรัสและแคนโทรซอรัส โดยไดโนเสาร์กลุ่มนี้จะเดินสี่ขาและมีศีรษะเล็ก ขาหลังใหญ่และสูงกว่าขาหน้า ทำให้ส่วนหัวอยู่ต่ำกว่าส่วนหลัง นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นคือแผงกระดูกขนาดใหญ่บนหลัง โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่าแผงหลังดังกล่าวมีไว้เพื่อช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายของพวกสเตโกซอเรียให้เย็นลง

ท่ามกลางไดโนเสาร์ยักษ์เหล่านี้ พวกกินพืชที่เดินสองขาหรือออนิโธพอดก็เริ่มแพร่กระจายพันธุ์มากขึ้นเช่นกัน ไดโนเสาร์มังสาวิรัติพวกนี้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่ช่วงปลายยุคไทรแอสสิก และเมื่อมาถึงยุคนี้ บางชนิดก็ได้มีขนาดใหญ่โตขึ้นอย่าง เช่น แคมป์ทอซอรัสที่ยาวเกือบ 5 เมตร อย่างไรก็ตาม หากจะเทียบกับพวกซอโรพอดแล้ว แคมทอซอรัสก็ยังเป็นเพียงไดโนเสาร์ขนาดกลางเท่านั้น

ไม่เฉพาะแต่ไดโนเสาร์เท่านั้น หากแต่ในยุคจูราสสิกยังมีการแพร่ขยายของพวกสัตว์เลื้อยคลานทะเลและสัตว์เลื้อยคลานบินได้ หรือเทโรซอร์ ออกไปอย่างกว้างขวางอีกด้วย โดยสัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่บนโลกมาตั้งแต่ยุคไทรแอสสิคพร้อมๆกับไดโนเสาร์ก่อนจะแพร่ขยายเผ่าพันธุ์จนเข้าครอบครองทั่วผืนฟ้าและท้องน้ำ

ยังมีสิ่งมีชีวิตสำคัญอีกสองกลุ่มที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคนี้ นั่นคือ นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  โดยสิ่งมีชีวิตที่ถือว่าเป็น นกตัวแรกของโลก ก็คือ อาคีออปเทอริกซ์ ซึ่งวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอดที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ อาคีออปเทอริกซ์ มีขนาดเท่ากับอีกาและมีขนเป็นเส้นๆแบบเดียวกับนกในปัจุบัน อย่างไรก็ตาม มันคงมีปากที่เต็มไปด้วยฟันแหลมเหมือนพวกไดโนเสาร์และยังคงมีกรงเล็บอยู่ที่ส่วนปลายของปีก

(อาร์คีออปเทอริกซ์)

สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรุ่นแรกของโลกนั้น วิวัฒนาการมาจากพวกเทอแรพซิดส์ในปลายยุคไทรแอสสิค จนกลายเป็นสัตว์ตัวเล็กที่มีขนปุกปุย ทว่าพวกมันยังต้องอยู่ใต้เงื้อมเงาของไดโนเสาร์และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ อีกนับร้อยล้านปีกว่าที่วันเวลาของพวกมันจะมาถึง

ยุคจูราสสิกสิ้นสุดลงเมื่อราว 144 ล้านปีก่อนและโลกก็เข้าสู่ยุคครีตาเชียส อันเป็นยุคสุดท้ายของมหายุคเมโสโซอิค ในยุคนี้ มหาทวีปเหนือและใต้ได้แยกตัวออกจากกันจนมีลักษณะใกล้เคียงกับทวีปต่างๆในยุคปัจจุบัน โดยการแยกตัวของผืนทวีปส่งผลให้สภาพอากาศมีความชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้นเนื่องจากกระแสลมสามารถพัดพาความชื้นจากทะเลเข้าสู่แผ่นดินได้มากขึ้น ทำให้มีการวิวัฒนาการของพืชพรรณชนิดใหม่อย่างพวกไม้พุ่มและต้นไม้บางชนิดที่คล้ายกับในยุคหลังๆ ทำให้แผ่นดินในโลกยุคนี้ถูกปกคลุมไปด้วยผืนป่าดิบชื้นและท้องทุ่งกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยไม้พุ่มเตี้ยๆ อีกทั้งยังเป็นยุคที่โลกมีดอกไม้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ดอกไม้ช่วยให้พืชขยายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ให้พืชชนิดใหม่ๆแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็วและกลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญของไดโนเสาร์ โดยในยุคนี้ ไดโนเสาร์กลุ่มออนิธิชเชียนได้มีวิวัฒนาการจนมีชนิดพันธุ์มากมายและกระจายตัวไปทั่วโลก ซึ่งพวกที่ประสบความสำเร็จในการกระจายพันธุ์มากที่สุด คือ พวกออนิโธพอดหรือพวกกินพืชที่เดินสองขา  อย่างเช่น พวกอีกัวนาดอนที่มีจุดเด่นตรงหัวแม่มือที่มีลักษณะเป็นกระดูกแหลมใหญ่คล้ายสนับมือขาหน้า พวกฮาโดรซอร์หรือพวกปากเป็ดที่มีริมฝีปากค่อนข้างแบนกว้างและมีฟันบดเคี้ยวจำนวนมาก

(ยูทาแรปเตอร์กับฝูงอีกัวนาดอน)

(แพราซอโรโลฟัส หนึ่งในกลุ่มฮาโดรซอร์)

นอกจากออนิโธพอดแล้ว พวกไดโนเสาร์กลุ่มออนิธิชเชียนที่เดินสี่ขาก็มีการแพร่กระจายสายพันธุ์ออกไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน ไดโนเสาร์เหล่านี้ ประกอบด้วยพวกเซอราทอปเซียนหรือพวกหน้ามีเขาซึ่งมีจงอยปากแข็งแรงและมีแผงใหญ่รอบคอ อย่างเช่น ไทรเซราทอป สไตราโคซอรัสและเพนตาเซราทอป กับไดโนเสาร์จำพวกแองคีโลซอร์หรือพวกที่มีเกราะหนาปกคลุมลำตัว อย่างเช่น แองคีโลซอรัสและโนโดซอรัส บรรดาไดโนเสาร์ออนิธิชเชียนเหล่านี้ได้วิวัฒนาการระบบในร่างกายพวกมันจนมีความเหมาะสมกับอาหารอย่างพืชจำพวกไม้พุ่มและไม้ดอกหลากหลายชนิดที่แพร่ขยายพันธุ์อย่างมากในยุคครีตาเชียส

(ไทรเซราทอป)

(แองคีโลซอรัส)

การขยายตัวของประชากรสัตว์กินพืช ส่งผลให้สัตว์กินเนื้อได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นไปด้วย นักล่าหลายชนิดได้วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่กว่านักล่าตัวโตของยุคจูราสสิกและหนึ่งในนักล่าที่รู้จักกันดีแห่งยุคนี้ ก็คือ ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ ที่ปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลาห้าแสนปีสุดท้ายของยุคครีตาเชียส นอกจากนี้ยังมีนักล่าขนาดใหญ่อื่นๆอีกหลายชนิด อย่างเช่น อัลเบอโตซอรัส อโครแคนโทรซอรัส ทาโบซอรัส และนักล่าขนาดเล็กที่ออกล่าเป็นฝูง อย่างเช่น ไดโนนิคัสและยูทาร์แรปเตอร์ อาศัยอยู่บนโลกในยุคนี้ด้วย

(ไทรันโนซอรัส เร็กซ์)

ยุคครีตาเชียสนับเป็นยุคฟื่องฟูที่สุดของไดโนเสาร์ เนื่องจากมีไดโนเสาร์มากมายกระจายตัวอยู่ทั่วทุกทวีป หลายต่อหลายชนิดได้มีวิวัฒนาการจนมีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด อย่างเช่น พวกแพคคีเซฟาโลซอร์ ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ที่เดินสองขา มีหัวกระโหลกหนาและแข็ง พร้อมกับปุ่มกระดูกอยู่รอบๆศีรษะ หรือ สไปโนซอรัส ไดโนเสาร์นักล่าซึ่งมีหัวกระโหลกคล้ายจรเข้ยักษ์ สูงกว่า 20 ฟุต มีกระโดงใหญ่อยู่บนแผ่นหลังและน่าจะใช้สำหรับปรับอุณหภูมิของร่างกาย

(สไปโนซอรัส)

ไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ ปรับตัวและใช้ชีวิตอยู่ในยุคครีตาเชียสจวบจนกระทั่ง เมื่อ 65 ล้านปีก่อน พวกมันก็ได้สูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นเชิง นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามหาสาเหตุของการสูญพันธุ์ของพวกไดโนเสาร์และได้คำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ตั้งแต่โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก การแพร่ขยายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กัดกินไข่และลูกอ่อนของพวกไดโนเสาร์ ทว่าคำอธิบายที่ยอมรับกันมากที่สุด คือ การพุ่งเข้าชนโลกของอุกาบาตยักษ์ ที่ปรากฏร่องรอยอยู่บนคาบสมุทรยูคาตัน

โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการพุ่งเข้าชนของอุกาบาตลูกนี้ส่งผลให้เกิดการคลื่นยักษ์และแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเกือบทั่วทั้งโลก ทำให้ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆล้มตายลงเป็นจำนวนมหาศาล หลังจากนั้นหมอกควันจากการพุ่งเข้าชนได้เข้าปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลกยาวนานนับสิบๆปี จนทำให้แสงอาทิตย์แทบจะส่องผ่านลงมาไม่ได้ และทำให้สภาพอากาศของโลกหนาวเย็นลงจนทำให้ไดโนเสาร์และสัตว์ขนาดใหญ่ที่เหลือล้มตายลงจนหมดสิ้นซึ่งจากความหายนะครั้งนี้มีเพียงสัตว์ขนาดเล็กเท่านั้นที่เหลือรอดมาได้

…และนั่นเอง คือ อวสานของยุคแห่งไดโนเสาร์ที่ยาวนานมากว่า 165 ล้านปี….

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*