เสือเขี้ยวดาบ (Saber tooth tiger)

หลังจากการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์และโลกเข้าสู่ยุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ก็ได้มีนักล่าสายพันธุ์ต่างๆ ปรากฏขึ้นมามากมาย โดยเสือเขี้ยวดาบถือเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนักล่าที่โดดเด่นและน่าสะพรึงกลัวที่สุดพวกหนึ่งที่เคยท่องเที่ยวอยู่บนโลกใบนี้

เสือเขี้ยวดาบสืบเชื้อสายมาจาก โปรไอลูรัส (Proailurus) สัตว์ตระกูลชนิดแรกของโลกที่มีวิวัฒนาการขึ้นเมื่อ 30 ล้านปีก่อน ในยุคโอลิโกซีน โดยพวกเสือเขี้ยวดาบได้แยกสายวิวัฒนาการของพวกมันเมื่อราว 15 ล้านปีก่อน ในยุคมีโอซีนตอนกลาง

ลักษณะเด่นของเสือเขี้ยวดาบ คือเขี้ยวคู่บนที่งอกยาวออกจนพ้นริมฝีปาก เขี้ยวของเสือเหล่านี้จะยื่นยาวและแบนเรียบโค้งไปทางด้านหลังคล้ายกับใบกริช เขี้ยวที่ยาวนี้ช่วยให้พวกมันสามารถจัดการกับสัตว์กินพืชหนังหนาในตระกูลเดียวกับแรดและหมู ซึ่งเริ่มกระจายพันธุ์กว้างขวางในยุคมีโอซีน

แม้ว่าเขี้ยวดาบจะมีประสิทธิภาพในการใช้แทงและตัดผ่านเนื้อหนังของเหยื่อ ทว่าเขี้ยวแบบนี้ก็เปราะบางเมื่อเทียบกับเขี้ยวของพวกกินเนื้ออื่นๆ จึงทำให้นักบรรพชีวินวิทยายังไม่แน่ใจนักในเรื่องวิธีการใช้เขี้ยวสังหารของพวกมัน นักบรรพชีวินวิทยาส่วนใหญ่สันนิษฐานว่า เสือเขี้ยวดาบน่าจะสังหารเหยื่อโดยการจับตัวเหยื่อให้อยู่นิ่งๆด้วยอุ้งเท้าหน้าทั้งสอง จากนั้นจึงใช้เขี้ยวแทงเข้าไปยังลำคอเพื่อตัดเส้นเลือดใหญ่จนขาดและทำให้เหยื่อสิ้นลมในทันที ขากรรไกรของเสือเหล่านี้อ่อนมาก จึงทำให้พวกมันสามารถอ้าปากได้กว้างกว่าเสือในยุคปัจจุบัน

เมแกนเทเรียน (megantereon)

เสือเขี้ยวดาบชนิดที่มีจำนวนมากที่สุดคือ เมแกนเทเรียน (megantereon)ซึ่งมีขนาดเท่ากับเสือดาว แต่มีหางสั้นกว่า ซากดึกดำบรรพ์ของพวกมันถูกพบในยุโรปตะวันตก เอเชีย แอฟริกาใต้ รวมทั้งอเมริกาเหนือ นักบรรพชีวินวิทยาคาดว่า เมแกนเทเรียนน่าจะรวมกลุ่มกันล่าเหยื่อเหมือนสิงโตในยุคปัจจุบัน

รูปร่างของเสือเขี้ยวดาบในยุคแรก ค่อนข้างบอบบางกว่าพวกเขี้ยวดาบในยุคหลัง โดยเฉลี่ยพวกมันมีขนาดเท่าๆกับสิงโตภูเขา หรือเสือดาว จนกระทั่งเมื่อเข้าถึงยุคพลีสโตซีนเมื่อราว 1.5 ล้านปีก่อน อันเป็นยุคที่มีสัตว์กินพืชขนาดใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก  เสือเขี้ยวดาบก็ได้วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่กว่าบรรพบุรุษในยุคแรก โดยเสือเขี้ยวดาบที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคือ สไมโลดอน (smilodon)

สไมโลดอน (smilodon)

พวกสไมโลดอนมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือและกระจายพันธุ์เข้าสู่อเมริกาใต้หลังการเกิดขึ้นของสะพานแผ่นดินที่เชื่อมสองทวีปเข้าด้วยกันในยุคพลีสโตซีนตอนกลาง พวกมันมีช่วงขาค่อนข้างสั้น แข็งแรง เขี้ยวยาวกว่า 25 ซม. และอาจมีน้ำหนักตัวเกือบ 200 กิโลกรัม ลักษณะโครงสร้างร่างกายที่หนาและบึกบึน บ่งบอกว่า มันคงไม่ใช่นักล่าที่รวดเร็วสักเท่าไร นักบรรพชีวินวิทยาเชื่อว่า สไมโลดอนน่าจะล่าเหยื่อขนาดใหญ่ที่หนังหนาและเคลื่อนไหวช้า อย่างพวกมาสโตดอน ไบซันยักษ์ สลอธยักษ์รวมทั้งสัตว์รูปร่างหน้าตาประหลาดอย่าง มาครอคีเนียที่ดูคล้ายอูฐผสมกับสมเสร็จ และพวกทอคโซดอนซึ่งมีรูปร่างหน้าตาและขนาดใกล้เคียงกับฮิปโปโปเตมัส เป็นอาหาร

นอกจากสไมดอนแล้ว ยังมีพวกเสือเขี้ยวดาบอีกสองกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับมัน นั่นคือ ไทลาโคสไมลัส (Thylacosmilus) และบาบัวโรเฟลิส (Barbourofelis) อย่างไรก็ตาม เสือเขี้ยวดาบทั้งสองชนิดนี้ ไม่ใช่พวกเสือที่แท้จริง โดยไทลาโคสไมลัส จัดอยู่ในจำพวกมาซูเพียลหรือสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง เช่นเดียวกับพวกจิงโจ้ และ บาบัวโรเฟลิส จัดอยู่ในกลุ่มนิมราวิด หรือ สัตว์ที่คล้ายเสือ ซึ่งสัตว์ทั้งสองกลุ่มนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายยุคมีโอซีนและสูญพันธุ์ไปเมื่อเข้าถึงช่วงต้นสมัยยุคพลีสโตซีน เนื่องจากไม่อาจแข่งขันตามธรรมชาติกับเสือเขี้ยวดาบชนิดใหม่ที่มาทีหลัง อย่างสไมโลดอนได้

แม้ว่าวิวัฒนาการของพวกเสือเขี้ยวดาบจะเป็นการสร้างลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นเพื่อให้เหมาะกับการล่าเหยื่อขนาดใหญ่ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในยุคของมัน ทว่านี่ก็เป็นสาเหตุหลักที่นำพวกมันไปถึงทางตัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกได้ทำเหยื่อที่เหมาะสมกับพวกมันสูญพันธุ์ไปหมดเมื่อ 12000 ปีก่อน จึงทำให้พวกเสือเขี้ยวดาบต้องสูญพันธุ์ตามไปด้วย

 

Related posts:

One thought on “เสือเขี้ยวดาบ (Saber tooth tiger)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*