คีร์ ที่มั่นสุดท้ายของสิงโตเอเชีย (Gir The last stronghold of Asiastic lions)

           ฤดูร้อน ของป่าคีร์ อุทยานแห่งชาติในรัฐ กุจจรัต ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ก็เป็นเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ในภูมิภาคนี้ คือ ความแห้งแล้งแผ่ปกคลุมไปทั่วผืนป่าที่มีสภาพ เป็นป่าละเมาะสลับทุ่งหญ้าความร้อนทำให้ต้นไม้ใบหญ้าแปรสภาพ เป็นสีเหลืองอมน้ำตาล เสียงไฮอีน่าดังแว่วมาไกลๆ ฝูงกวางดาวและชินคาราเล็มใบหญ้าที่ยังพอมีอยู่บ้าง ขณะที่แอนทีโลปสี่เขาเดินดุ่มในป่าเพียงลำพัง

           แม้สภาพความแห้งแล้งจะปกคลุมอยู่ ทว่าเมื่อฤดูมรสุมมาถึงสายฝนจะนำความชุ่มชื้น และเขียวขจีกลับมาอีกครั้ง ณ.ดินแดนแห่งนี้เอง คือ ที่มั่นสุดของสิงโตเอเชียกลุ่มสุดท้ายของโลก สิงโตเอเชียเป็นสัตว์ในตระกูลเดียวกับสิงโตอาฟริกาแต่ต่างสายพันธุ์กัน

           ข้อแตกต่างที่เด่นที่สุดของสิงโตสองพันธ์นี้ สิงโตเอเชียจะมีขนยาวปรกตั้งแต่หน้าอกจนถึงหน้าท้องสีของลำตัวจะออกไปทางน้ำตาลอ่อนอมเทา และมีลายจุดบางๆ ตามช่วงขาขณะที่สิงโตอาฟริกามีขนออกสีน้ำตาลอมเหลืองตามตัวผิวหนังมีรอยเหี่ยวย่น

           สิงโตอาฟริกามีขนาดใหญ่กว่าสิงโตเอเชียเล็กน้อย คือตัวผู้โตเต็มที่มีขนาดประมาณ 10 ฟุต ส่วนสิงโตเอเชียจะยาวประมาณ 9 ฟุตเศษๆ ในอดีตสิงโตเอเชียมีถิ่นที่อยู่ตั้งแต่พื้นที่รอบๆ ทะเลเมดิเตอเรเนียนยุโรปตะวันออก เอเชียไมเนอร์ จนถึงภาคเหนือ และตะวันตกของอินเดีย

           บันทึกเก่าแก่อายุกว่า 2,300 ปี ของนักประวัติศาสตร์ชาวกรีก นามเฮโรโดตัสเล่าถึงฝูงสิงโตที่เข้าโจมตี และไล่ล่าฝูงอูฐของขบวนคาราวานสินค้า ที่เมืองเซโนฟอนในแคว้นมาซีโดเนีย ในสมัยจักรวรรดิโรมันก็ได้มีการนำเอาสิงโตมาสู้กับทาสเพื่อความบันเทิงอีกด้วย

           ในดินแดนปาเลสไตน์ เหล่าสิงโตได้อพยพเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ดังที่มีการเล่าถึง พวกมันในไบเบิลบ่อยๆ จนกระทั่งเกิดสงครามครูเสดขึ้นเหล่าสิงโตก็หายสาบสูญไป คงเหลือแต่เฉพาะในแถบลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส และเปอร์เซียตะวันตกเฉียงใต้ (อิหร่าน) เท่านั้น

asiatic

           ในปี 1903 ยังมีรายงานการพบสิงโตเอเชียในทวีปยุโรป บริเวณลุ่มน้ำดานูบของที่ราบฮังการี และเขตแหลมบอลข่าน ก่อนที่จะค่อยๆ หายไปในภายหลัง

           สำหรับเมโสโปเตเมียสิงโตยังคงมีอยู่เรื่อยมา จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีรายงานว่าพบสิงโต ในพื้นที่นี้บริเวณฝั่งแม่น้ำห่างจากเมืองเดซฟูลประมาณ 40 ไมล์ทางเหนือ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบสิงโตในยุโรป และเอเชียไมเนอร์อีกเลย

           ในประเทศอินเดียสิงโตเอเชียเข้าอยู่ที่นั่นตั้งแต่เมื่อ 5,000 ปีก่อนและอยู่อาศัยในประเทศอินเดียเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่ออังกฤษเข้าปกครองอินเดียได้มีการล่าสิงโตเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นการกีฬา จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และอินเดียได้รับเอกราช สิงโตก็ถูกรายงานว่าได้สูญพันธุ์โดยสิ้นเชิง

           ทว่าในเวลาต่อมาได้มีการสำรวจพบสิงโตเอเชียประมาณ 17 ตัว หลงเหลืออยู่ในป่าของแคว้นเกอร์ รัฐกุจจรัตทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มสุดท้ายของโลก

Pangolin_defending_itself_from_lions_(Gir_Forest,_Gujarat,_India)

           ในปี1995 องค์การอนุรักษ์ธรรมชาติสากลไอยูซีเอ็น (สำนักงานใหญ่อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์) ได้ส่ง ดร.ลี ทาลบอล นักนิเวศวิทยามาสำรวจป่าเกอร์ ผลจากการสำรวจพบว่าพื้นที่ดังกล่าว อยู่ในภาวะอันตรายล่อแหลมต่อการสูญพันธ์ของ สัตว์ป่าสมควรได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด

รัฐบาลอินเดียเห็นด้วย และได้ประกาศให้พื้นที่ 1,478 ตารางกิโลเมตร ของป่าเกอร์เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนคุ้มครองสัตว์ป่าโลก (WorldWildlife Fund) มีการสร้างกำแพงยาว 250 ไมล์ทางใต้ของอุทยาน และสถานีวิทยุรอบพื้นที่เพื่อป้องกันการลักลอบล่าสัตว์ จากการดูแลอย่างเข้มงวดทำให้สิงโตเอเชียเพิ่มจำนวนจาก 17 ตัว เป็น 300 ตัวในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามปัญหาในการคุ้มครองสิงโตก็เพิ่มขึ้นด้วย

chitalll

           ในอดีตป่าเกอร์มีชนเลี้ยงปศุสัตว์ที่เรียกว่า ชาวมัลดารีส์ อาศัยอยู่พร้อมกับฝูงปศุสัตว์นับพันๆ ตัว เมื่อมีการประกาศเขตอนุรักษ์พวกเขาถูกอพยพออกไปอยู่ในพื้นที่รอบนอก ในระยะหลังชาวมัลดารีส์ และชาวพื้นเมืองอื่นๆ ทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นพวกเขาร้องเรียนว่า พื้นที่รอบนอกแห้งแล้งเกินไป ทางการอนุญาตให้พวกเขาเข้ามาเกี่ยวหญ้า และพาฝูงสัตว์มากินน้ำได้ แต่ห้ามล่าสัตว์ป่าโดยเด็ดขาด ปมของปัญหาใหม่เกิดจากจำนวนของสัตว์ และพฤติกรรมการล่าเหยื่อของสิงโต

Femalefeeding

           จากการสำรวจประชากรสัตว์ป่าขนาดใหญ่ในป่าเกอร์ พบว่าที่นี่มีสิงโตประมาณ 300 ตัวเสือดาว 280 ตัว ไฮอีน่าลาย 200 ตัว กวางดาว 32,000 ตัว กวางป่า 2,300 ตัว แอนทีโลพสี่เขา 400 ตัว ละมั่งนิลไก 1,600 ตัว ละมั่งชินคารา 400 ตัว และหมูป่า 1,200 ตัว จะพบว่า สัดส่วนของประชากรสัตว์กินเนื้อค่อนข้างสูง ทำให้สัตว์ป่าออกล่าเหยื่อในพื้นที่รอบนอก และทำร้ายสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน

รอบเขตสงวนมีฝูงปศุสัตว์กว่า 160,000 ตัว และการล่าสัตว์เลี้ยง ทำได้ง่ายกว่า จึงทำให้สิงโตจำนวนมากหันมาล่าสัตว์เลี้ยงแทน ประกอบกับชาวบ้านดูแลสัตว์เลี้ยงของตนไม่ทั่วถึงจึงทำให้พวกมันตกเป็นเหยื่อของสิงโต

chinkaara

                                                       ชินคารา

        การสำรวจในปี 1997 พบว่ามี สัตว์เลี้ยงตกเป็นเหยื่อสิงโต เฉลี่ยปีละ 1,600 ตัว แม้ทางการจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้าน แต่นั่นก็ไม่ใช่ทางแก้ปํญหา ประกอบกับการขยายตัวของประชากรทำให้ความต้องการ พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ป่า

eatcow

fhanti

แอนทีโลปสี่เขา

stripedhyena

ไฮอีน่าลาย

           ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียจัดให้ป่าเกอร์เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยจัดทำเป็นพื้นที่ป่าเปิดแบบในอาฟริกาตะวันออก นักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลไปเข้าชม และทำรายได้ให้แก่ รัฐกุจจรัต เป็นจำนวนมาก แต่บางทีจุดมุ่งหมายอาจมิใช่เพียงแค่รายได้จากการท่องเที่ยว เท่านั้น

           แต่การที่ผู้คนได้มีโอกาสสัมผัสความงามสง่าของเหล่าราชสีห์ อาจทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติว่ายิ่งใหญ่เพียงไร และนั่นจะทำให้การอนุรักษ์ประสบผลสำเร็จได้ในที่สุด

Related posts:

One thought on “คีร์ ที่มั่นสุดท้ายของสิงโตเอเชีย (Gir The last stronghold of Asiastic lions)

  • กันยายน 21, 2011 at 12:09 am
    Permalink

    !!!!!!!!!!!!!
    ความรู้ใหม่!!!!!!!!!!!!!!!
    เพิ่งรู้นะเนี้ยว่าเอเซียก็มีสิงโตท้องถิ่นด้วย
    นึกว่าสิงโตมีที่แอฟริกาที่เดียวซะิีก
    นึกว่าราชวงศ์ของอินเดียที่มีสิงโตเป็นสัญลักษณ์ นำเข้ารูปสิงโตมาจากอเล็กซานเดอร์ ผู้รุกรานอินเดียก่อนศริสกาลซะอีก!!!!!!!

    ขอบคุณมากๆเลยครับ

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*