เซเรนเกติ แผ่นดินที่ไม่สิ้นสุด

Serengeti The Eternal Land

        ปลายศตวรรษที่ 19 ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ดินแดนอันไพศาลของทวีปแอฟริกา ยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวผิวขาวมากนัก อาฟริกายังคงเป็นแผ่นดินที่ลึกลับ และมีเสน่ห์เย้ายวนใจนักสำรวจ และนักผจญภัยชาวผิวขาว 

         ใน ปี ค.ศ.1913 สจ๊วตเอ็ดเวิร์ดไวท์ (Steward Edward White) นักล่าสัตว์ชาวอเมริกัน ออกเดินทางจากกรุงไนโรบี มุ่งสู่ทางใต้ เขาได้บันทึกไว้ว่า ” พวกเราเดินทางนับเป็นไมล์ ผ่านภูมิประเทศที่แห้งแล้ง ทันใดนั้น ข้าพเจ้ามองแนวต้นไม้เขียวขจีซึ่งขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ พวกเรามุ่งหน้าไปอีกสองไมล์ และได้พบกับสรวงสวรรค์” แผ่นดินแห่งนั้นคือ ที่ราบเซเรนเกติ (Serengeti) อันกว้างใหญ่ และอุดมสมบูรณ์

         คำว่า เซเรนเกติ มาจากคำว่า ไซรินกิตู (Siringitu) ในภาษามาไซ (ชนพื้นเมืองนักปศุสัตว์เผ่าหนึ่งในอาฟริกาตะวันออก) หมายถึง “สถานที่ซึ่งแผ่นดินเคลื่อนที่ตลอดกาล” ชื่อนี้ได้มาเนื่องจากความกว้างใหญ่ที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดของที่ราบแห่งนี้ ความอุดมสมบูรณ์ของฝูงสัตว์ป่าที่นี่ ดึงดูดนักล่าสัตว์จากทั่วสารทิศ ประกอบกับการขยายตัวของชุมชนพื้นเมือง ที่บุกรุกพื้นที่ป่าพื่อทำกสิกรรม ทำให้สัตว์ป่าถูกคุกคามจนลดจำนวนลง กระทั่งในปี ค.ศ.1951 ผืนป่าจำนวน 14,763 ตารางกิโลเมตร ของเซเรนเกติ ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติของแทนซาเนีย

         แต่เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนทั้งเงิน และกำลังคน ทำให้การคุ้มครองสัตว์ป่าในพื้นที่นี้ไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ตราบจนกระทั่งกลางทศวรรษที่ 1980 กระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติของโลกเริ่มตื่นตัว เงินบริจาคจำนวนมากหลั่งมาสู่ผืนป่าเซเรนเกติ และผืนป่าอีกหลายแห่งของอาฟริกาตะวันออก ทำให้การอนุรักษ์สภาพธรรมชาติประสบผลสำเร็จ และสัตว์ป่าก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จนดินแดนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่มีสัตว์ป่าชุกชุมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

         ยามเช้าตรู่ กลางเดือนมิถุนายน หลังจากฝนทิ้งช่วงไป ท้องทุ่งเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองงดงาม ฝูงสัตว์ป่านับล้านยังกระจัดกระจายหากินอยู่ทั่วบริเวณที่ราบ วิลเดอร์บีส (wildebeest) แอนทีโลปหน้าตาคล้ายวัว มีเครายาวที่ใต้คอ จับกลุ่มหากินเป็นฝูงใหญ่ ขณะที่ม้าลายจับกลุ่มดื่มน้ำบริเวณหนองน้ำเล็กๆ บริเวณชายทุ่งใกล้ป่าละเมาะ ฝูงควายอาฟริกันรวมกลุ่มกันหลวมๆ เนื่องจากได้กลิ่นสิงโตมาใกล้ ส่วนเจ้าสิงโตเมื่อเห็นเหยื่อรู้ตัวจึงถอดใจถอยกลับไป

        เซเรนเกติมีนกกว่า 500 สปีชีส์ และมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่อาศัยอยู่มากกว่า 30 สปีชีส์ โดยจากการสำรวจพบว่า มีจำนวนมากกว่าสองล้านตัว นับเป็นพื้นที่ ที่มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่อยู่มากที่สุดของโลก สัตว์ป่าส่วนใหญ่ของอาฟริกาสืบทอดเผ่าพันธุ์มาตั้งแต่ยุคไพลโตซีน (Plisetocine) เมื่อราว 1.6 ล้านปี ถึงหนึ่งหมื่นปีมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคที่โลกมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อยู่มากยิ่งกว่ายุคใดๆ จากซากดึกดำบรรพ์ พบว่ารูปร่างหน้าตาของสัตว์ป่าแอฟริกาไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยมาจนถึงปัจจุบัน

         สัตว์ที่มีมากที่สุดของเซเรนเกติ ก็คือ วิลเดอร์บีส (Wildebeest) สัตว์จำพวกแอนทีโลปหน้าตาคล้ายวัวบ้าน พวกมันมีมากกว่า1.4 ล้านตัว ทุกๆ ปีในฤดูร้อน ฝูงวิลเดอบีสต์ และม้าลายกับแอนทีโลปชนิดอื่นๆ นับล้านจะอพยพข้ามพรมแดนไปยังมาไซมารา และกลับมาอีกครั้งเมื่อฤดูฝนมาถึง การอพยพของพวกมันทำสืบเนื่องกัน มานานกว่าหนึ่งล้านปีแล้ว เมื่อมีสัตว์กินพืชจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องมีผู้ล่าจำนวนมากเพื่อควบคุมประชากรสัตว์กินพืช

         สัตว์นักล่าอย่างสิงโตมีอยู่มากกว่า 1,500 ตัว ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในทวีปอาฟริกา พวกสิงโตจะอยู่รวมเป็นฝูง และออกล่าเป็นทีม โดยมักจะล่าเหยื่อขนาดใหญ่อย่าง วิลเดอร์บีส ,ม้าลายและควายป่า ในขณะที่เสือดาว, เสือชีต้า ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า จะล่าเหยื่อที่มีขนาดเล็กลงมา อย่างพวกกาเซลล์ และลิง โดยเสือดาวมักจะใช้วิธีซุ่มรอเหยื่อบนต้นไม้ เนื่องจากพวกมันวิ่งได้ไม่เร็วนัก ส่วนเสือชีต้าจะใช้ฝีเท้าอันรวดเร็วในการล่า ในบางครั้งผู้ล่าขนาดใหญ่อย่างสิงโตก็อาจล่าเหยื่อขนาดเล็กบ้าง อย่างไรก็ดีถ้าเหยื่อมีขนาดเล็กมัก จะไม่คุ้มกับพลังงานในการล่าที่เสียไป

         หลังจากผู้ล่าทิ้งซากไป อาหารที่เหลือจะตกเป็นของสัตว์กินซากอย่างเจ้าไฮยีน่า และหมาป่าแจคกัล ซึ่งบางครั้งก็อาจต้องแย่งเหยื่อกับฝูงแร้ง สำหรับไฮยีน่านั้น บางครั้งพวกมันจะล่าเหยื่อเองบ้าง ไฮยีน่าเป็นนักล่าที่มีการประเมินความสำเร็จก่อนการล่า โดยพวกมันจะเลือกเฉพาะสัตว์ที่อ่อนแอ หรือลูกสัตว์เป็นเหยื่อ

         สำหรับสัตว์ป่าอย่างช้าง และแรดที่โตเต็มที่นั้น อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติเนื่องจากขนาดที่ใหญ่โตของมัน อย่างไรก็ตามสัตว์พวกนี้เป็นที่ต้องการของนักล่าสัตว์ โดยในอดีตช้างป่าจำนวนมากถูกล่าเพื่อการค้างาช้าง แม้จนกระทั่งมีการออกกฎหมายห้ามล่าช้างแล้วก็ตาม จนกระทั่งมีการกำหนดข้อตกลงว่าด้วยการห้ามค้างาช้างระหว่างประเทศ ในปี ค.ศ.1989 ทำให้การล่าช้างลดน้อยลง ปัจจุบันมีช้างป่าอยู่ราว 400,000 ตัว ทั่วทวีปอาฟริกา สำหรับแรดซึ่งมีอยู่สองชนิด คือ แรดดำ และแรดขาว ดูจะมีชะตากรรมที่ยังน่าวิตกกล่าวคือ มีแรดขาวเหลืออยู่ในโลกเพียง 6,000 ตัว และแรดดำราว 3,000 ตัว เท่านั้น ความเชื่อที่ว่านอแรดเป็นยาบำรุงกำลังทางเพศ ทำให้แรดถูกล่าเป็นจำนวนมาก

         ในช่วงแรกที่เซเรนเกติ ถูกประกาศเป็นอทยานแห่งชาติใหม่ๆ นั้น ทางอุทยานมีความพยายามควบคุมจำนวนสัตว์ป่าในพื้นที่ โดยการป้องกันการอพยพ รัฐบาลสร้างแนวรั้วยาวเพื่อป้องกันฝูงวิลเดอร์บีสอพยพเข้าไปในอุทยานโกรอนโกโร แต่แนวรั้วดังกล่าวถูกฝูงสัตว์เหยียบจนราบเรียบ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของอุทยานกล่าวว่า “เรากำลังพยายามห้ามสัตว์ป่านับแสนทำในสิ่งที่พวกมันทำมานับพันๆ ปี แล้ว” ในปัจจุบันอุทยานหลายแห่งพยายามขยายพื้นที่เข้าถึงกันให้มากขึ้น เพื่อสัตว์ป่าจะมีพื้นที่หากินมากขึ้น

 

         ปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวแบบซาฟารี สามารถทำเงินตราต่างประเทศให้กับแทนซาเนีย ได้มากกว่ารายได้จากทางอื่นๆ ในแต่ละปีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จะเดินทางมาที่แทนซาเนียเพื่อชมชีวิตสัตว์ป่าตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ ซึ่งถือว่าเป็นที่หมายของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ประมาณว่าในแต่ละปี จะมีนักท่องเที่ยวมาที่เซเรนเกติมากถึง 100,000 คน

         อย่างไรก็ดี แม้ว่าเซเรนเกติ จะได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจัง โดยมีมาตรการที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับพวกลักลอบล่าสัตว์ แต่แทนซาเนียเองก็เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในทวีปอาฟริกาอีกหลายประเทศ ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และพึ่งพาการทำกสิกรรมเป็นหลัก ปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างชาวบ้านผู้ยากไร้ กับเจ้าหน้าที่ของอุทยานมักเกิดขึ้นเสมอ ประมาณการโดยเฉลี่ยทุกปี จะมีสัตว์ในเซเรนเกติถูกฆ่าโดยพวกชาวบ้านที่ลักลอบล่า ประมาณ 40,000 ตัว ทุกปี โดยมากจะเป็นพวกวิลเดอร์บีส, ม้าลาย, ควายป่า, ยีราฟ และอิมพาลา

         ปัญหาไม่ใช่เฉพาะการลักลอบล่าเท่านั้น ยังมีปัญหาที่สัตว์ป่าบุกรุกไร่นา และสังหารปศุสัตว์ รวมทั้งทำร้ายชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้อุทยานด้วย ซึ่งทำให้ทัศนคติของชาวบ้านรอบพื้นที่ที่มีต่อสัตว์ป่าเป็นไปในทางลบ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นปัญหาที่นักอนุรักษ์ และเจ้าหน้าที่ต้องเผชิญ ปัจจุบันนี้ แทนที่จะเน้นข้อบังคับ และบทลงโทษ รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาโดยการสร้างความเข้าใจ กับชาวบ้านรอบพื้นที่ให้เห็นความจำเป็นในการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากขึ้นแทน ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การขอความร่วมมือจากชาวบ้านให้ได้นั้น ก็จำเป็นที่ต้องแก้ปัญหาความยากจนควบคู่ไปด้วย เพราะตราบใดที่ชาวบ้านยังอดอยากแล้ว แนวคิดเรื่องการอนุรักษ์จะสัมฤทธิ์ผล ก็ดูจะยังห่างไกล

         ทุกวันนี้ ทุ่งราบเซเรนเกติยังคงเป็นเฉกเข่นที่เคยเป็นมา ฝูงสัตว์ป่านับล้านยังคงท่องเที่ยว และอพยพเช่นวิถีชีวิตเดิม และอาจกล่าวได้ว่าท่ามกลางความความรุ่งเรืองของอารยธรรมมนุษย์ ที่นี่ยังคงเป็นแผ่นดินของธรรมชาติ ที่คงความงาม และคุณค่าแห่งชีวิตมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก แต่เซเรนเกติจะยังคงสภาพเช่นนี้ไว้ได้อีกนานเพียงใด คำตอบของคำถามนี้ ก็คงเหมือนอนาคตของสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดคงอยู่ที่มนุษย์ทุกๆ คน และเราก็หวังว่า เซเรนเกติจะยังคงสภาพของท้องทุ่งแห่งชีวิตอันกว้างใหญ่ สมดังชื่อของมันที่หมายถึง “ผืนแผ่นดินอันไม่สิ้นสุด” ตลอดไป

 

Serengeti National Park – Tanzania Video จาก www.youtube.com

 

Related posts:

2 thoughts on “เซเรนเกติ แผ่นดินที่ไม่สิ้นสุด

  • กันยายน 4, 2011 at 12:51 am
    Permalink

    การอนุรักษ์ที่ดีที่สุด คือการที่คนและป่าสามารถอยู่ร่วมกันและพึ่งพาซึ่งกันและกันได้

    Reply
  • กันยายน 9, 2011 at 1:06 pm
    Permalink

    อยากไปเห็นด้วยตาตนเอง ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหนน้า

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*