อเมซอน สายน้ำแห่งโลกเขียว

The great river of the world

…..ขณะที่กำลังแล่นเรือในมหาสมุทรแอตแลนติก ห่างจากชายฝั่งอเมริกาใต้ราว 200 ไมล์ นักเดินเรือชาวยุโรป สังเกตพบว่า พวกเขากำลังแล่นเรืออยู่ในน้ำจืด ความประหลาดใจทำให้เขาหันหัวเรือสู่ชายฝั่ง และได้พบกับปากแม่น้ำที่กว้างใหญ่ ซึ่งได้รับการขนานนาม ในกาลต่อมาว่า ” แม่น้ำอเมซอน (Amazon) “
.
…..ด้วยความยาวถึง 6,280 กิโลเมตร จะเป็นรองก็แต่แม่น้ำไนล์แห่งอาฟริกาเท่านั้น จุดกำเนิดของแม่น้ำสายนี้อยู่ที่เทือกเขาแอนดีส ในประเทศเปรู และไหลลงมหาสมุทรแอตแลนติก โดยผ่านเวเนซุเอลา, เอกวาดอร์, โคลัมเบีย, โบลิเวีย และ บราซิล แม่น้ำอเมซอน มีความกว้างตลอดสายประมาณ 6 – 10 กม. โดยส่วนที่กว้างที่สุด คือ จุดที่ไหลลงมหาสมุทรในบราซิล ซึ่งมีความกว้างถึง 240 กม. ทำให้อเมซอนได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในแต่ละวินาทีจะมีปริมาณน้ำไหลลงสู่มหาสมุทรมากถึง 2,200 ลูกบาศก์เมตร ความแรงของกระแสน้ำมากพอที่จะพุ่งไปไกลในทะเลถึง 200 ไมล์
.

…..อันที่จริงแม่น้ำอเมซอน มิได้มีเพียงสายเดียวจากแหล่งกำเนิด แต่มาจากการรวมกันของแม่น้ำมากกว่า 1,000 สาย ในจำนวนนี้ มีมากกว่า 17 สาย ที่มีความยาวมากกว่า1,600 กม. ซึ่งสายน้ำเหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ของทวีปอเมริกาใต้
.
…..แม่น้ำอเมซอนถูกค้นพบ และสำรวจในปี คศ. 1541 โดย ฟรานซิสโก เดอ ออเรลลานา (Francisco De Orellana) นักสำรวจชาวสเปน หลังจากล่องไปตามลำน้ำจาก กิโต้ ในเอกวาดอร์ จนถึง มหาสมุทรแอตแลนติก ออเรลลานาเล่าถึงชนพื้นเมืองที่มีผู้หญิงเป็นนักรบ เหมือนกับพวกนักรบหญิงอเมซอนในตำนานกรีก และนั่นเองจึงเป็นที่มาของแม่น้ำสายนี้
.

…..ตลอดแนวฝั่งแม่น้ำสายนี้ คือ ผืนป่าฝนขนาดมหึมาที่มีชื่อว่า ป่าอเมซอน ป่าแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นป่าดิบชื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก ในแต่ละปี การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล จะส่งผลกระทบต่อผืนป่าแห่งนี้
.

…..ในแต่ละปี แม่น้ำอเมซอน จะเอ่อล้นท่วมบริเวณทุ่งหญ้าในที่ราบลุ่มทั้งหมดเป็นเวลากว่าครึ่งปี ตลอดสี่เดือนเต็มในช่วงฤดูฝน ปริมาณน้ำฝนจำนวนมหาศาลที่ตกกระหน่ำ รวมกับน้ำแข็งที่ละลายมาจากเทือกเขาแอนดีส ทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นสูงกว่า 30 ฟุต ก่อให้เกิดน้ำท่วมในบริเวณกว่า 10 ล้านเอเคอร์
.
…..แม้จะถูกน้ำท่วมเป็นประจำแต่ความสมบูรณ์ของพื้นดินก็ไม่ได้เสียหาย นั่นเพราะผืนป่าคอยป้องกันหน้าดินเอาไว้ ต้นไม้จะทำหน้าที่เป็นฟองน้ำดูดซับ ปริมาณน้ำเอาไว้และยึดเกาะหน้าดิน ไม่ให้ธาตุอาหารในดินถูกพัดพาไป นอกจากนี้ใบไม้จำนวนมากที่ทับถม บนผืนป่าจะถูกความชื้นย่อยสลาย อย่างรวดเร็ว กลายเป็นธาตุอาหารของดิน สิ่งนี้เองที่ทำให้ผืนป่าดิบแห่งนี้คงความอุดมสมบูรณ์อยู่ได้
.

…..จากความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ ทำให้พืชพรรณในอเมซอนเจริญเติบโตรวดเร็วมาก จากการสำรวจพบว่าจำนวนชนิดของพืชมากกว่า 3 ใน 4 ของโลกพบได้ที่นี่ และในจำนวนนี้มีอยู่เป็นจำนวนมากที่ยังมิได้ถูกค้นพบ
.
…..นอกจากพืชแล้ว อเมซอนยังเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่านานาชนิดทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก แมลง ในแม่น้ำอเมซอนและสาขา มีปลามากกว่า 2,000 ชนิด ส่วนในเขตป่าที่ลุ่ม มีสัตว์เลี้ยงลูกนม 500 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่า175 ชนิด และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ อีก 300 ชนิด นอกจากนี้ยังมี นก และแมลงอีกนับไม่ถ้วน
.
…..สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พบเห็นได้ง่ายที่สุดในป่าอเมซอน คือ ลิงซึ่งถูกเรียกรวมๆ กันว่าลิงโลกใหม่ ซึ่งจะเป็นพวกที่อาศัยอยู่ในโลกใหม่ หรือทวีปอเมริกาใต้เท่านั้น พวกมันต่างกับญาติของมันในเอเซียและอาฟริกาตรงที่ปลายหางของมันไม่มีขน มีลักษณะเหมือนอุ้งเท้าใช้ยืดเกาะได้ดี
.

ลิงฮาวเลอร์
สามารถส่งเสียงคำราม น่ากลัวไว้ขู่ศัตรูได้
คาปิบารา
เป็นสัตว์จำพวกหนูที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงถึง 1 เมตร และหนักเกือบ 40 กิโลกรัม


…..สัตว์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของที่นี่คงไม่พ้น งูอนาคอนดา และปลาปิรันย่า อนาคอนดา เป็นงูที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันอาจยาวถึง 8 เมตร และหนักได้ถึง 150 กิโลกรัม อย่างไรก็ดี ยิ่งมีขนาดใหญ่อนาคอนดา ก็ยิ่งเคลื่อนไหวได้ช้าบนบก งูยักษ์ชนิดนี้จึงมักหากินอยู่ตามริมฝั่งน้ำคอยซุ่มโจมตีสัตว์ที่มากินน้ำ
มันจะสังหารเหยื่อโดยการรัดและกลืนลงไป
…..ปิรันย่า ได้รับสมญาว่าเป็น มักฆ่าแห่งท้องน้ำ พวกมันหากินกันเป็นฝูง และสามารถรุมกินสัตว์ขนาดใหญ่จนเหลือแต่กระดูกได้ในพริบตา ปิรันย่าพบได้ในทุกสาขาของแม่น้ำอเมซอน แม้จะดูน่ากลัว แต่ปิรันย่าจะโจมตีก็ต่อเมื่อได้กลิ่นคาวเลือด หรือถูกรบกวนเท่านั้น
…..สัตว์ที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งก็คือ โลมาน้ำจืดสีชมพู มันมีนิสัยที่อ่อนโยนเหมือนกับญาติน้ำเค็มของมัน มีตำนานพื้นเมืองเล่าว่าโลมาสีชมพูสามารถแปลงร่างเป็นคนได้ และมักมาล่อลวงหญิงสาวในหมู่บ้าน นอกจากนี้มันยังเป็นสัตว์ที่มีอาถรรพ์ หากนำน้ำมันของมันมาใช้จุดตะเกียงจะทำให้ตาบอด แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล่าแต่ตำนานเหล่านี้เองที่ทำให้โลมาสีชมพูไม่ถูกคุกคามจากมนุษย์
.

อนาคอนดา โลมาน้ำจืดสีชมพู


…..ก่อนหน้าที่ชาวยุโรปจะมาถึง มีชนเพื้นเมืองอาศัยอยู่ในป่าอเมซอนมากกว่า 68,000,000 คน

…..พวกเขามีวิถีชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติคล้ายกับมนุษย์ในยุคเริ่มแรก ตกปลา ล่าสัตว์ ทำไร่ จวบจนเมื่อชาวยุโรปมาถึงชาวพื้นเมืองลดจำนวนลง จากการต่อสู้กับผู้บุกรุกชาวผิวขาว และโรคร้ายที่พวกนั้นนำมา ทำให้ปัจจุบันเหลือชาวพื้นเมืองอยู่ไม่ถึงหนึ่งล้านคนในเขตสงวนต่างๆ ที่รัฐจัดไว้ให้


…..ป่าอเมซอนเป็นพื้นที่ ที่ทรงคุณค่าทางเศรษฐกิจ นับแต่ไม้เนื้อแข็งชั้นดีที่เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมป่าไม้ พืชสมุนไพร แร่ธาตุต่างๆ เช่น ทองคำ เพชร และปิโตรเลียม จนถึงพืช และสัตว์สวยงาม ด้วยเหตุนี้รัฐบาลบราซิล จึงสร้างทางด่วนสายทราน – อเมซอน (TranAmazon) ผ่านบริเวณเขตป่าชุ่มน้ำเชื่อมระบบถนนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ทางเหนือขึ้นไป ทางด่วนสายนี้มีความยาวถึง 3,000 ไมล์ ใช้เป็นทางคมนาคมส่งสินค้าจากอเมซอนสู่โลกภายนอก
.
.

หมูป่าเพคคารี่ มีขนาดเล็กกว่าหมูป่าในโลกเก่า ปลาพิรารูคู หรือปลาช่อนยักษ์ พบได้ทั่วไปตามลำน้ำสายต่างๆ ที่นี่


…..แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้น ก็คือในปัจจุบัน ป่าดิบแห่งนี้กำลังถูกทำลายลง เพื่อใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม แม้จะมีความพยายามจากองค์กรนานาชาติหลายองค์กร ในการปกป้องป่าแห่งนี้

…..แต่ปัญหาความยากจนและการขยายตัวของประชากร กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการปกป้องผืนป่า ในความเป็นจริงนั้นสิ่งนี้คือความจริงที่เกิดขึ้นกับผืนป่าทั่วโลก

…..การที่จะรักษาผืนป่าเอาไว้ให้ได้นั้น จำเป็นที่จะต้องทำให้ประชาชน ได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากผืนป่าโดยเกิดผลเสียน้อยที่สุด เพราะเมื่อพวกเขาตระหนักได้ว่า ธรรมชาติมีประโยชน์และมีความสำคัญเพียงใด สำนึกในความรักและหวงแหน ธรรมชาติก็จะตามมา

 

Related posts:

One thought on “อเมซอน สายน้ำแห่งโลกเขียว

  • สิงหาคม 8, 2011 at 2:21 pm
    Permalink

    เพื่อนต้น นายเยี่ยมมาก

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*