กูปรี วัวไพรผู้สาปสูญ

THE LOST INDOCHINESE KOUPREY

          เมื่อฝรั่งเศสได้ดินแดนอินโดจีน อันประกอบด้วย เวียดนาม กัมพูชา และลาว เป็นอาณานิคมแล้ว ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากเดินทางเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ และได้พบเห็นเรื่องราวแปลก ๆ ที่ไม่มีในดินแดนของพวกเขา รวมทั้งเรื่องราวของวัวป่าลึกลับที่มีเขาแตกเป็นพู่ด้วย ในชั้นแรกผู้ที่ได้ยินเรื่องนี้จากชาวพื้นเมือง ก็มิได้สนใจนัก นักสัตววิทยาในยุคนั้นคิดว่า สัตว์ดังกล่าวเป็นลูกผสมระหว่างกระทิงกับวัวแดง หรือมิฉะนั้นก็อาจเป็นวัวแดงกับควายป่า ต่อมาได้มีผู้ที่สนใจ และทำการศึกษาเรื่องของสัตว์ดังกล่าว และได้พบว่า สัตว์ดังกล่าวมิใช่ลูกผสมของวัวป่าที่รู้จักกัน หากแต่เป็นสัตว์ตระกูลวัวป่า ที่มีสายพันธุ์เฉพาะของมันเอง และเป็นวัวป่าสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์เก่าแก่ สัตว์ดังกล่าวนั้นชาวพื้นเมืองเรียกมันว่า โคไพร หรือ กูปรี (KOUPREY)

           กูปรี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า BOS SAUVELI เป็นวัวป่าสายพันธุ์เก่าแก่ และได้ชื่อว่า เป็นต้นตระกูลของวัวบรามันในปัจจุบัน มีขนาดไล่เลี่ยกับวัวแดง โดยตัวผู้มีความสูงที่ไหล่ประมาณ 1.7 เมตร น้ำหนักในราว 600 กิโลกรัม แรกเกิดมีสีน้ำตาลแดง เช่นเดียวกับลูกวัวแดงและกระทิง เมื่อโตขึ้นทั้งตัวผู้และตัวเมีย สีขนจะเปลี่ยนเป็นสีเทา สำหรับตัวผู้นั้นเมื่อโตเต็มที่จะมีสีดำปลอด ในขณะที่ตัวเมียเป็นสีเทาเหมือนเดิม ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีสีขาวบริเวณปลายขาท่อนล่าง เช่นเดียวกับวัวแดง แต่ไม่มีวงสีขาวที่ก้นเหมือนวัวแดง สำหรับกูปรีทั้งสองเพศจะมีเขาที่แตกต่างกัน โดยตัวผู้ มีลักษณะเขาค่อนข้างใหญ่ โค้งไปข้างหน้าปลายเขาเชิดขึ้น และเมื่ออายุได้ 3 ปี เขาจะแตกออกมาเป็นริ้วๆ คล้ายพู่ ซึ่งลักษณะนี้ไม่พบในวัวพันธุ์ใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนตัวเมียจะมีเขาเล็กกว่า เขาโค้งขึ้นคล้ายรูปตัวยู และบิดงอกว่าตัวผู้ กูปรีมีแผ่นหนังห้อยยาวที่คอเป็นรูปหยดน้ำ สำหรับตัวผู้ที่อายุมาก เหนียงใต้คอนี้อาจยาวเกือบถึงพื้น เชื่อกันว่ากูปรีใช้เหนียงในการปรับอุณหภูมิ เช่นเดียวกับหูของช้าง ภาพกูปรีเพศเมียข้างบนนี้ บันทึกไว้ตั้งแต่ห้าสิบปีที่แล้วในกัมพูชา

           กูปรีชอบอาศัยอยู่ในบริเวณเนินเขาที่ไม่ลาดชันมากนัก ส่วนมากจะเป็นเขตป่าโปร่ง และที่ราบที่เป็นทุ่งหญ้าสูงๆ สลับกับพุ่มไม้เตี้ยๆ ชอบพื้นที่ที่เป็นดินปนทราย และมีโป่งดินอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ดีบางครั้งกูปรีอาจเข้าไปหากินในป่าทึบ เพื่อหลบนักล่าสัตว์ กูปรีจะอยู่รวมเป็นฝุงประมาณ 20 ตัว โดยมีตัวผู้ที่โตเต็มที่เพียงตัวเดียวเป็นจ่าฝูง นอกนั้นจะเป็นตัวเมียและลูกที่ยังโตไม่เต็มที่ ส่วนตัวผู้ที่ไม่มีฝูง อาจรวมกลุ่มเฉพาะตัวผู้ หรืออยู่ตามลำพังแบบวัวโทน กูปรีเป็นสัตว์ที่รักสงบไม่ตื่นตกใจง่าย ฤดูผสมพันธุ์จะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม ตัวเมียตกลูกในช่วงเดือนธันวาคม และมกราคม ตัวเมียจะพาลูกแยกออกจากฝูงประมาณ 1 เดือน ก่อนจะพาเข้ารวมฝูง ผิดกับกระทิง และวัวแดง ที่จะรวมอยู่ในฝูงตลอดเวลา

           กูปรีถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1937 โดยพบในเขตป่าของกัมพูชา ในปีเดียวกันนั้นเอง มีการจับลูกกูปรีเพศผู้ได้หนึ่งตัว และถูกส่งไปเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์แวงแซน ( VINCENNES ) ชานกรุงปารีส ทำให้นักสัตววิทยาได้โอกาสศึกษามันอย่างใกล้ชิด ทว่าสามปีต่อมาเมื่อสงครมโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น กองทัพเยอรมันบุกเข้าปารีส สวนสัตว์ถูกละทิ้ง และท้ายสุด กูปรีตัวนี้ก็ตายลงเพราะขาดอาหาร หลังสงครามสงบได้มีการสำรวจหากูปรีกันอีกครั้ง

           ในปี ค.ศ. 1948 ได้มีการบันทึกภาพยนตร์กูปรีได้ในป่า บริเวณเทือกเขาพนมดงรักชายแดนไทยกัมพูชา มีการประมาณกันว่า ในขณะนั้น กูปรีหลงเหลืออยู่ในโลกประมาณ 2,000 กว่าตัว โดยกระจัดกระจายอยู่ในเขตป่าของไทยด้านตะวันออก ลาว กัมพูชา และด้านตะวันตกของเวียดนาม โดยมากกว่า 800 ตัว อยู่ในกัมพูชา นอกจากกูปรีที่ถูกจับไปยังฝรั่งเศสแล้ว ในตอนนั้นวังของกษัตริย์กัมพูชาที่พนมเปญ ก็เคยมีกูปรีเลี้ยงไว้เช่นกัน

           ต่อมาในปี ค.ศ. 1964 นักสำรวจผิวขาวชื่อ ชาร์ล วาร์ตัน (CHARLES WHARTON) ได้เข้ามายังอินโดจีน และสามารถจับกูปรีได้ถึง 5 ตัว แต่น่าเสียดายที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น กูปรีสองตัวตาย และอีกสามตัวหลุดหนีไป จากนั้นก็ไม่เคยมีใครจับกูปรีได้อีกเลย

(ภาพของกูปรีที่ถูกจับได้และเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์แวงแซน กรุงปารีส)

        อย่างไรก็ตามยังคงมีความพยายามในการค้นหากูปรี โดยเฉพาะในเขตป่ากัมพูชาต่อไป ทว่าเมื่อสงครามเวียดนามเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 อินโดจีนกลายเป็นแดนมิคสัญญี การสำรวจจึงต้องยกเลิกไป หลังทหารอเมริกันล่าถอยจากเวียดนาม ก็เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในกัมพูชา การรบพุ่งทำลายล้างชีวิตสัตว์ป่าเป็นจำนวนมากไม่เฉพาะแต่กูปรีเท่านั้น ในช่วงนั้นมีรายงานการพบเห็นฝูงกูปรี ที่หนีข้ามมาอยู่ในเขตแดนไทยหลายครั้ง การล่าเพื่อใช้เนื้อเป็นอาหารและขายเขาเป็นสินค้า รวมทั้งกับระเบิดได้สังหารกูปรีลงเป็นจำนวนมาก

           ในปี ค.ศ. 1988 ได้มีการเริ่มโครงการอนุรักษ์กูปรีขึ้นอีกครั้งในเวียดนาม แต่การสำรวจในครั้งนี้ต้องหยุดชะงัก เนื่องจากปัญหากับระเบิดที่ฝังอยู่ในเขตป่าที่อยู่ของกูปรี ต่อมาเมื่อปี 1991 กรมป่าไม้ของไทยได้สำรวจกูปรีในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ บริเวณป่าชายแดนไทยกัมพูชาแต่ไม่พบกูปรี พบเพียงร่องรอยที่ยืนยันว่ามีกูปรีเข้ามาในแถบนั้น จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1998 มีการสำรวจและรวบรวมข้อมูลจากชาวบ้านและพรานป่าในกัมพูชา พบว่ากูปรีเกือบจะสูญพันธุ์แล้ว คงมีเพียงการพบเห็นในเขตจังหวัดเสียมเรียบ และพบฝูงกูปรีราว 10 ตัว ใกล้กับชายแดนเวียดนามเท่านั้น เนื่องจากกูปรีหลงเหลืออยู่น้อยมาก ประกอบกับนิสัยหวาดระแวง และชอบซ่อนตัวทำให้การค้นหาพวกมันทำได้ยาก นอกจากนี้ปัญหาความยากจน และกฎหมายที่ขาดความเข้มงวดในกัมพูชา ทำให้การล่ากูปรีเพื่อการค้ายังคงมีอยู่ ในกัมพูชาเขากูปรีคู่หนึ่งมีราคาถึง 1,000 เหรียญสหรัฐ

      ปัจจุบันแม้ไม่มีการพบเห็นกูปรีตามธรรมชาติ แต่ก็มีรายงานการพบเห็นเขาและกระโหลกของกูปรี ถูกนำมาขายในตลาดบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชาเป็นบางครั้ง แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยยืนยันถึงการมีอยู่ของวัวป่าที่สาปสูญนี้ และสร้างความหวังให้แก่นักอนุรักษ์ผู้หวังจะคุ้มครองมัน แต่อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า แม้กูปรีจะเหลือน้อยและหายาก แต่ก็ยังไม่เกินความพยายามของพรานที่ไล่ล่าพวกมัน เรื่องของกูปรีจึงเป็นเสมือนการแข่งขันของนักอนุรักษ์ที่ต้องค้นหา และคุ้มครองพวกมันให้ได้ ก่อนที่วัวป่าล้ำค่านี้จะถูกทำลาย จนเหลือเพียงภาพขาวดำ กับชิ้นส่วนของมันเท่านั้น

 

ค้นคว้า ข้อมูลบางส่วนจาก
1. BBC Wildlife Magazine. July 2000
2. อนุสาร อสท.ฉบับตุลาคม 2534
3. หนังสือเรื่อง สัตว์กีบ, น.พ.บุญส่ง เลขะกุล

 

Related posts:

One thought on “กูปรี วัวไพรผู้สาปสูญ

  • กันยายน 3, 2011 at 1:09 pm
    Permalink

    เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก
    หวังว่า ต่อไปจะไม่เหตุการน์อย่างนี้ขึ้นอีก

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*