สัมผัสด้วยตา-คินาบาลู (Kinabalu National Park)

วันที่: 12-17 เมษายน 2553
สถานที่: เมืองกัวลาลัมเปอร์ เมืองโกตาคินาบาลู และอุทยานแห่งชาติคินาบาลู (Kinabalu National Park) ประเทศมาเลเซีย

ทริปนี้ติดตามเพื่อนๆ ไปสัมผัสยอดเขาที่สูงสุดแห่งหนึ่งของเอเชีย คือ ยอดเขาคินาบาลู (Mount Kinabalu) ที่อยู่บนเกาะบอร์เนียว รัฐซาบา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย 

จองที่พักล่วงหน้ากันหกเดือน เพราะเป็นช่วงที่พีคที่สุดของทั้งทางอุทยานและบ้านเราเพราะเป็นช่วงสงกรานต์ ค่าตั๋วเครื่องบินเลยแพงหูฉี่ โดนไปเกือบๆ หมื่นสอง

วันแรก เราออกเดินทางกันช่วงบ่าย ไปลงที่กัวลาลัมเปอร์ก่อน เทอร์มินอลคนจนอยู่ไกลเหลือเกิน นั่งรถเข้าเมืองกว่าหนึ่งชั่วโมง เข้าพักที่ YMCA ห้องสามคนในราคา 100 ริงกิตรวมอาหารเช้า พอเอาของเข้าที่พักเสร็จก็ออกมาหาอะไรทาน เดินไปเดินมาหันหน้าเข้าร้านอาหารอินเดีย ลองชิมดูสักหน่อย อ่านเมนูไปก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันบ้าง สั่งไปสามอย่าง มีไก่หมักเครื่องแกงทอด ข้าวผัดรวมมิตร และข้าวผัดปลา รสชาติพอได้ แต่ค่อนข้างจะมันเยอะ พอทานกันเสร็จก็นั่งรถไฟรางเดี่ยวไปดูตึกแฝด เดินจากสถานีไปไม่นานก็ถึงสี่แยก KLCC ซึ่งเป็นที่ตั้งของตึกแฝดปิโตรนัส ถ่ายรูปกันไปเกือบๆ ชั่วโมงก็โบกแท๊กซี่กลับที่พัก

 

วันที่สอง เราทัวร์ในเมืองกันเล็กน้อย ก่อนที่จะไปสนามบินอีกครั้งเพื่อต่อเครื่องไปโกตาคินาบาลู (KK) ใช้เวลาบินไปสองชั่วโมงครึ่ง แต่ก่อนเครื่องจะออกก็ติดฝนไปตั้งชั่วโมง ไปถึง KK เอาทุ่มครึ่ง เข้าพักที่ Red Palm Hostel เล็กๆ แต่เป็นกันเองดี ห้องสามเตียงก็ 90RM แล้วเราก็ออกไปกินอาหารทะเลกัน เดินไปไม่ไกลนัก มีหลายร้านให้เลือก ราคาพอรับได้ แต่น่าจะต้องพกน้ำจิ้มไปเอง

 

วันที่สาม เราเก็บข้าวเก็บของแล้วก็หาอาหารเช้าทานตรงข้ามที่พักเลย เค้าว่าหลักซาอร่อยสุดใน KK ทานเสร็จก็สำรวจเมืองอีกเล็กน้อย ที่นี่ไม่มีชายหาด แต่มีเกาะหลายเกาะไม่ไกลนักที่เป็นที่เที่ยวที่สวยงาม คือ อุทยานแห่งชาติทางทะเลตุนกูอับดุลรามาน สักสิบเอ็ดโมงเราก็ออกเดินทางไปอุทยาน โดยรถตู้ประจำทาง คนละ 15 RM โชคดีที่ผู้โดยสารน้อยเลยนั่งกันไปสบายๆ ขับไปได้หน่อยลุงแกก็แวะซื้อปลาสดซะงั้น เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ไปถึงปากทางเข้าที่ทำการอุทยาน ก็ต้องเดินย้อนลงไปที่พักอีกราว 300 เมตร ที่พักของเรา J.Residence ทำเลดีมาก ราคาไม่แพงด้วย ห้องสามเตียงแค่ 80 RM เอง แต่ไม่มีอาหารให้ กลุ่มพี่ไปถึงกันก่อนแล้ว พอเราเอาของเข้าเสร็จ ก็เดินไปหาอะไรทานที่ร้านปากทางเข้าอุทยาน อาหารรสชาติโอเค ราคาไม่แพง 5-6.5 RM เยอะด้วย

พี่ชวนไป Poring Hot Spring เจ๊ก็อยากไปเดิน Canopy Walkway ก็เลยตกลงจ้างรถตู้ไป แต่เข้าใจราคากันผิดไป นึกว่าไป-กลับ 85 RM ปรากฎว่าจริงๆ แล้วแค่ขาเดียว ใช้เวลาเดินทางราวชั่วโมงไปถึงเกือบสี่โมง เค้าไม่ยอมขายบัตรเข้าไปเดิน Canopy Walkway ให้ เราก็ไม่สนใจ เดินเข้าไปเลย ก็ไปได้ราคาพิเศษ คือ 20 RM ซึ่งแพงเป็นพิเศษ (ปกติ 5 RM) แต่ก็เอา เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว ทางเดินก็น่าสนุกและน่าหวาดเสียวดี แต่ระยะทางไม่เยอะ เดินกันไม่กี่นาทีก็สุดแล้ว เจอเจ้าหน้าที่เค้าก็บอกให้เดินย้อนกลับไปทางเดิมได้ เพราะไม่มีใครต่อท้ายแล้ว ก็เลยเดินกลับไปกันอีกรอบ ลงมาจาก Canopy ก็มามั่วนิ่มแช่เท้าในบ่อน้ำร้อนเสียหน่อย ปกติเค้าคงเสียเงินกันคนละ 15 RM แต่เนื่องจากเราทำเนียน ก็เลยลงไปแช่กันฟรีๆ ซะ

ออกจาก Poring Hot Spring กันราวๆ ห้าโมงกว่าๆ ระหว่างทางกลับ คนขับรถเห็นป้ายกระโถนฤษีเลยถามว่าจะเข้าไปดูไม๊ ด้วยความไม่รู้ เราก็เลยตกลง เข้าไปถึงก็เป็นบ้านของชาวบ้านหลังนึง เก็บค่าเข้าปกติคนละ 20 RM กันเลย ก็นึกว่าคงจะยิ่งใหญ่ ตกลงราคากันได้ 10 RM ต่อคน แต่สุดท้ายก็ขอเค้าเหมาไป 40 RM ก็เข้าไปดู ไปเจอดอกเหี่ยวๆ อยู่ 2 ดอกเท่านั้น ผิดหวังอย่างแรง ถ้าเป็นบ้านเราคงไม่กล้าเรียกเก็บเงินแพงถึงขนาดนั้น กลับมาถึงหน้าอุทยาน แวะทานร้านเดิมแล้วก็กลับเข้าที่พัก

 

วันที่สี่ (Kinabalu) เราวางแผนไว้ว่าจะเริ่มเดินกันที่ฝั่งประตูเมอซิเลา แต่พวกเราแวะเข้าไปฝากของก่อนที่ HQ ก็ได้ความว่าจริงๆ แล้วเราน่าจะต้องลงทะเบียนก่อนที่ฝั่งนี้ แล้วค่อยไปเริ่มเดินที่ฝั่งโน้น ก็เลยวุ่นๆ นิด ติดต่อโน่นนี่เรียบร้อยก็ตามไปเจอกับกลุ่มใหญ่ที่เมอซิเลา ไปถึงเอาเก้าโมงกว่าแล้ว จัดกลุ่มกันเดินแล้วก็เริ่มเดินกัน พวกเราเริ่มเดินกันตอน 09.50 น. เริ่มเหนื่อยกันตั้งแต่ร้อยเมตรแรกกันเลย เราแบกกล้อง เลนส์ และขาตั้งกล้องน้ำหนักรวมราวสิบกิโลเศษ ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นความคิดที่แย่เอามากๆ เพราะลำพังตัวเปล่าก็จะเอาตัวเองไม่รอดอยู่แล้ว ก็ขอแนะนำไว้สำหรับท่านที่จะไปว่าให้เอาเฉพาะของที่จำเป็นจริงๆ ติดตัวไปเท่านั้น คือ พวกอาหาร และน้ำ แต่สำหรับคนที่แข็งแรงก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เราเดินกันหอบรับประทานกันตลอดทาง ถ่ายรูปโน่นนี่ไปบ้างตามประสา เส้นทางนี้กว่าจะไปถึงที่พักก็ประมาณ 8.5 กม. เดินไปเดินมาความเร็วเริ่มตก น้องๆ ก็ล่วงหน้าไปแล้ว ช่วง 500 เมตรสุดท้ายต้องใช้ไฟฉายกันเลยทีเดียว กว่าจะถึง Laban Rata ก็ปาไป 19.15 น. เหนื่อยและหนาวมาก เพราะเจอฝน กอปรกับเสื้อกันฝนเราหมดสภาพแล้ว เนื่องจากใช้งานมากว่าสิบปี

ไปถึงก็ทานมื้อเย็นที่เหลือๆ เพราะบุฟเฟ่ต์เค้าจะหมดตอนทุ่มครึ่ง อาหารที่เหลืออยู่ก็ตามสภาพ พรรคพวกบางส่วนก็เตรียมตัวอาบน้ำ อีกส่วนหนึ่งก็กำลังเดินขึ้นมา เราแบ่งกันพักสามที่ กลุ่มเราได้พักที่ Waras Hut ซึ่งเป็นห้องสำหรับ 4 คน เตียง 2 ชั้น ไม่มีฮีทเตอร์ ห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านนอนสบายดี พักกันทั้งหมด 8 คน นอนหนาวกันเลย

 

วันที่ห้า (Kinabalu) พวกเราต้องตื่นกันราวตีหนึ่งครึ่ง เพื่อมาทานอาหารเช้ามากๆ สำหรับคนที่จะเดินขึ้นยอดเขา แต่ข้าพเจ้าก็ตื่นมากับเค้าด้วย เพราะอยากไปส่ง และที่สำคัญ ไปทานอาหารที่ได้จ่ายเงินเอาไว้แล้ว ทานกันเสร็จก็เกือบๆ ตีสองครึ่ง โบกมือบ๊ายบายพวกที่เดินขึ้นสู่ยอดเขาแล้วเราก็ไปนอนต่อ ระยะทางจาก Laban Rata (ความสูง 3,323.20 ม.) ไปยังยอดเขา (4,095.20 ม.) ราวๆ 2.7 กม. จะใช้เวลาเดินประมาณ 3-4 ชั่วโมงแล้วแต่คน พวกเราบางคนก็ไปถึงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น บางคนก็หลัง แต่ทุกคนที่ขึ้นไปบอกเหมือนกันว่าเหนื่อยมากแต่วิวก็สวยมากเช่นกัน

นก Eyebrowed Thrush

เราตื่นมาอีกครั้งราวเจ็ดโมงครึ่งเพื่อแสวงหาน้องนกทั้งหลาย ออกมาเซอร์เวย์หน้าที่พักก็เห็น Eyebrowed Thrush ก่อนเพื่อนเลย ก็สังเกตดูรอบๆ ก็พบว่ามีต้นไม้ที่กำลังออกดอกออกผลอยู่สองสามต้น ซึ่งเดาว่าน่าจะมีนกมากินกัน รอไม่นานก็มีมาให้ชมจริงๆ กดถ่ายภาพเกือบชั่วโมง ก็ไปต้มน้ำอาบ เตรียมตัวไปทานอาหารเช้า

นก White-throated Fantail

นก Bulbul

นก Mountain Blackeye

นก Chestnut-capped Laughingthrush

นก Mountain Blackbird

นก Temminck’s Sunbird

นก Chestnut-crested Yuhina

นก Black-capped White-eye

ราวๆ เก้าโมงพรรคพวกที่เดินขึ้นยอดก็กลับลงมาสมทบที่ Laban Rata หลายคนยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความภาคภูมิใจ หลายคนท่าทางอิดโรย หลายคนบาดเจ็บจากการพิชิตยอดเขา เรามีเวลาพักกันไม่นาน หลังทานอาหารเช้าเสร็จก็ต้องกลับมาเก็บของเพื่อเดินลงเลย เราเดินลงกันราวๆ สิบโมงเศษ ใช้เส้นทางเดิมไปจนถึงทางแยกแล้วลงต่อไปทางทิมโปโฮน (Timpohon) ซึ่งเส้นทางส่วนใหญ่เป็นขั้นบันได ที่แต่ละขั้นสูงเหลือเกิน กระแทกกระทั้นมากๆ เพื่อนๆ บางคนก็เดินลำบากมากเนื่องจากบาดเจ็บจากการเดินก่อนหน้า เราเองก็เจ็บตั้งแต่ขาเดินขั้นราวๆ กิโล 5 จากแผลเก่าครั้งภูสอยดาว แต่ทุกๆ คนก็อยากลงให้ถึง Timpohon Gate ให้เร็วที่สุด เราแทบจะไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลย แต่ก็ได้แวะพักแทบทุกศาลา เจอฝนปรอยๆ บางช่วง เดินมาถึงทิมโปโฮนราวๆ บ่ายสามสี่สิบ มาถึงไม่ทันหายเหนื่อยฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ถือว่าโชคดีมากๆ เพราะถ้าเดินช้ากว่านี้สักห้านาทีได้เปียกแน่

พักเหนื่อยกันสักสิบห้านาทีก็นั่งรถกลับไปที่ทำการอุทยาน ไปถึงราวๆ สี่โมงกว่า บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน ยังรอเราอยู่ ทานข้าวเสร็จก็ไปรับกุญแจเข้าที่พัก พวกเราพักกันสองที่ก็คือ Grace Hostel และ Rock Hostel ที่ Grace Hostel เราพักกัน 4 คน ส่วนที่ Rock เราพักกัน 20 คน จากที่พักสามารถมองเห็นภูเขาได้สวย ทุ่มครึ่งก็ทานอาหารเย็นกันอีกรอบ ทุกคนดูมีความสุขกันมาก มีการแจกใบประกาศกันด้วย เราเดินไปถึงแค่ Laban Rata ก็ได้ใบขาว-ดำ ส่วนคนที่ถึงยอดก็จะได้ใบประกาศสีแสนสวยสองใบ เนื่องจากพวกเราเดินขึ้นทางเมอซิเลาก็เลยได้เพิ่มอีกใบ คืนนี้มีปัญหานิดหน่อยเนื่องจากหากระเป๋าที่ฝากมากับลูกหาบไม่เจอ นอนหนาวไปเลย

 

วันสุดท้าย พวกเราแยกย้ายกันกลับเข้าเมืองตามอัธยาศัย เราสามคนอยู่เก็บของ เดินเล่น ถ่ายรูปนก เขียนโปสการ์ดถึงราวๆ เที่ยงก็เช่าแท๊กซี่กลับเข้าเมือง และไปส่งที่สนามบิน เราบินออกจาก KK ตอน 15.45น. ไปถึง KL หกโมงกว่า หาอะไรทาน ช๊อปปิ้งอีกเล็กน้อยก็ขึ้นเครื่องกลับ กทม. โดยสวัสดิภาพ

 

อุปกรณ์ถ่ายภาพ: Canon EOS 7D + EF 17-40/4L + EF 70-200/4L + EF 400/5.6L + ขาตั้ง Slik อันเล็กอีกหนึ่ง

บันทึกภาพ และการเดินทางโดย “จุลล์ จูงวงศ์”

 

Related posts:

2 thoughts on “สัมผัสด้วยตา-คินาบาลู (Kinabalu National Park)

  • พฤศจิกายน 14, 2011 at 1:14 pm
    Permalink

    ป่าที่คินาบาลูก็สวยดี มีนกหน้าตาแปลกๆเยอะ แต่อยากเห็นป่าในเมืองไทยบ้าง เพราะได้ยินมาว่าป่าของไทยเราก็สวยไม่แพ้ใครเหมือนกัน

    Reply
    • กุมภาพันธ์ 28, 2012 at 8:17 pm
      Permalink

      ป่าเมืองไทยเรามีเพียงบางที่เท่านั้นที่ได้รับการดูแล ที่เหลือสภาพแย่มากครับ พอป่าไม่เหลือ สรรพสัตว์ก็ไม่มีที่อยู่ จะหาดูเหมือนทางมาเลย์เค้าก็ยากมากครับ

      Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*