นิวยอร์กถึงซีแอทเทิล ครั้งหนึ่งในอเมริกา (Once upon a Time in America)

สำหรับพวกเราและใครอีกหลายคน การเดินทางในแดนไกลกลางเมืองใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเวลาไม่กี่วันและข้อมูลอันน้อยนิด ยิ่งทำให้ต้องอาศัยความตั้งใจและใส่ใจมากกว่าปกติ  โดยเฉพาะในมหานครที่ไม่เคยหลับ อย่าง นิวยอร์ก

 cennt

สิ่งแรกที่สัมผัส หลังเข้ามาในเมืองนี้ คือ ผู้คนรถราที่สัญจรไปมาขวักไขว่ไม่เว้นแม้สักนาที  ชาวนิวยอร์กย่างเท้ากันไม่ต่างกับนักกีฬาเดินเร็ว ดูแล้วรู้สึกเหนื่อยแทนกับชีวิตที่เร่งรีบแบบเวลาเป็นเงินเป็นทอง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความวุ่นวาย นิวยอร์กก็มีมุมที่สวยสงบอย่างไม่น่าเชื่ออยู่หลายจุด ไม่ว่าจะเป็น Central Park สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะแมนฮัตตัน ที่คนทุกผู้ทุกวัยได้อาศัยเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย และพาหมาน้อยใหญ่มายืดเส้นยืดสายด้วย หรือจุดชมทิวทัศน์เกาะแมนฮัตตันยามเย็นและพลบค่ำอย่างสวนสาธารณะ Brooklyn Bridge Park ซึ่งต้องเดินข้ามสะพานบรุ๊คลินอันมีชื่อเสียงเป็นระยะทางกว่าหนึ่งไมล์กว่าจะมาถึงสวน

brook

ทั้งสองจุดเราได้ไปเยือนอย่างไม่ยากเย็นนัก เหตุที่ตั้งใจอยากไปเยี่ยมชมก็เนื่องจากได้เห็นภาพสวยๆจากสื่อหลายหลาก กระตุ้นความอยากเก็บภาพเป็นอย่างมาก ครั้งนี้โชคดีที่ได้อาศัยที่พักพี่สาวเพื่อนที่สนิทกันซึ่งอยู่เพียงไม่กี่บล๊อกถนนจาก Central Park เดินไปประมาณสิบนาทีก็ถึงแล้ว ส่วนการเดินทางไปฝั่งบรุ๊คลินก็ค่อนข้างสะดวก เป็นการเดินออกกำลังกายที่ดีด้วย

free

เทพีเสรีภาพก็เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของนิวยอร์ก แต่การที่จะได้ไปสัมผัสใกล้ๆนั้นต้องนั่งเรือเฉพาะของเขาไป สนนราคาประมาณหนึ่งพันบาท บวกด้วยคิวอันยาวเหยียดของนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศทั้งจากในและนอกประเทศ เราจึงตัดสินใจขอใช้ทางเลือกที่ห่างออกมาหน่อยแต่ไม่เสียเงินดีกว่า โดยการอาศัยเรือเฟอรี่ที่แล่นไปเกาะสเตทเท่นแทน (Staten Island Ferry) ซึ่งก็สามารถเก็บภาพมาได้อย่างที่ได้นำมาให้ชมกัน

 manh

แสงสีแห่งมหานครแห่งนี้น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เราเพียงมีโอกาสได้เดินผ่านไปชื่นชมความอลังการ และเก็บภาพไว้เตือนความทรงจำนิดหน่อย จะขึ้นตึกสูงไปชมวิวเมืองก็ต้องอาศัยการจองตั๋งล่วงหน้า ไม่งั้นก็ต้องมายืนต่อคิวยาวเหยียด ซึ่งด้วยเวลาและงบประมาณที่จำกัดของเรา ทำให้ต้องทำใจ เก็บไว้โอกาสต่อ ๆ ไป

จากมหานครนิวยอร์ก เราลัดฟ้ามายังเมืองซีแอทเทิลอีกฟากหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเพื่อสัมผัสส่วนหนึ่งของภาคตะวันตกของดินแดนแห่งนี้spaceneedle2

“ซีแอทเทิล” ถือเมืองน่าอยู่อันดับต้น ๆ เมืองหนึ่งของสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐวอชิงตันทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ห่างพรมแดนแคนาดาเป็นระยะเดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อ 22 ปีก่อน (ปี ค.ศ. 1992) ได้มีโอกาสมาเรียนภาษาอังกฤษภาคฤดูร้อนระยะเวลาประมาณสองเดือน ที่นี่ คราวนี้ฤกษ์ดีจังหวะเหมาะจึงเดินทางไปเยี่ยมเยือนอีกรอบเพื่อระลึกความหลัง

market

การเดินทางจากนิวยอร์กข้ามมาซีแอทเทิลใช้เวลาประมาณหกชั่วโมง พอๆกับบินจากกรุงเทพไปโตเกียว หลังมาถึง ได้เข้าพักที่โรงแรมในเมืองห่างจากตลาดสดขึ้นชื่อของที่นี่ คือ Pike Place Market เพียงไม่กี่ช่วงถนน มื้อเย็นวันแรกเป็นอาหารแม็กซิกัน เมนูชื่อ เบอริโต้ (Burrito) เป็นแป้งแผ่นเหนียวนุ่มห่อด้วยหมูและส่วนผสมอีกหลายหลาก รสชาติดีทีเดียว ทานเสร็จก็ไปเดินชมบ้านเรือนในละแวกนั้น ทุกบ้านปลูกต้นไม้ดอกไม้ดูร่มรื่นสวยงาม ก่อนกลับโรงแรมยังได้แวะถ่ายรูปวิวเมืองตอนกลางคืนอีกด้วย

 ceattle

 

วันรุ่งขึ้นไปสำรวจตลาด ซื้อของที่ระลึก และออกไปดูทิวลิปที่แทบจะไม่เหลือแล้ว ที่ Skagit Valle โดยนั่งรถไปชั่วโมงเศษ ๆ ไปถึงก็เหลือทิวลิปให้ดูอยู่ที่สวนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  จากนั้นก็ไปชมนกชมไม้ที่ Nisqually National Wildlife Refuge ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าโดยเฉพาะนกชายเลน ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงเศษๆจากตัวเมือง

tulip2

ที่นี่มีพื้นที่เป็นบึงน้ำจืดส่วนหนึ่ง และมีส่วนที่เป็นพื้นที่ดินโคลนติดน้ำเค็ม แต่ไม่เหมือนทะเลบ้านเรา ของเขาเป็นส่วนของทะเลที่เข้ามาในพื้นที่แผ่นดินใหญ่ ก็เลยมีแต่โคลน ไม่มีชายหาด เดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติกัน 2-3 ชั่วโมง ได้เจอห่านแคนาดาหลายตัว กับนกสามัญพื้นถิ่นอีกนิดหน่อย เป็นการออกกำลังกายที่ดี

canadagoose

วันต่อมา เราเดินทางไปยังเมือง Ocean Shores ซึ่งอยู่ห่างลงไปทางใต้ประมาณ 3 ชั่วโมง ชื่อก็บอกแล้วว่ามหาสมุทร เมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ เงียบสงบ ติดมหาสมุทร เหมาะกับการพักผ่อนของผู้สูงอายุ ก็เลยมีผู้สูงอายุวัยหลังเกษียณเยอะหน่อย แต่ก็มีร้านรวงให้จับจ่ายใช้สอยได้อย่างครบถ้วน แถมมีคาสิโนให้บริหารสมองด้วย

วันแรกๆที่ไปถึงก็ได้ไปเดินชมชายหาดและนกน้ำที่หากินอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งมีชื่อว่า Protection Island แต่ก็ไม่ใช่เกาะตามชื่อ ชายหาดมีลักษณะเป็นหินกรวดสีดำ มีนกนางนวล และนกชายเลนชนิดอื่น ๆ หากินอยู่บ้าง

 bubee

ที่หมายต่อมาของ วันรุ่งขึ้น คืออุทยานแห่งชาติโอลิมปิค (Olympic National Park) โดยมีเป้าหมายหลักคือการเดินป่าในอุทยานเพื่อไปชมน้ำตกโซลดัก (Sol Duc Falls) แม้ว่าเส้นทางเดินป่าจะไม่ไกลมาก แต่ก็ใช้เวลานานหน่อย เพราะเก็บภาพตลอด ด้วยความชุ่มชื้นของสภาพป่าตลอดเส้นทาง ธารน้ำไหลสวยงามเหมือนน้ำตกขนาดย่อมๆ แต่พอไปถึงตัวน้ำตก กลับเก็บภาพแทบไม่ได้เลย เพราะความแรงของสายน้ำทำให้เกิดละอองฟุ้งกระจายเต็มไปหมด จุดที่สวยที่สุดทำหรับการชมก็ไม่สามารถลงไปได้ เนื่องจากลื่นและอันตรายมาก

solducc

 เดินป่าเหนื่อยกันมาก็ถึงคิวรีแลกซ์กันบ้าง โดยการไปแช่บ่อน้ำแร่ร้อน ๆ ที่ Sol Duc Hot Springs อีกสองชั่วโมงเศษ

beach

ก่อนพระอาทิตย์ตก เราได้แวะกันที่ Ruby Beach เพื่อรอชม ที่นั่นคลื่นและลมแรงมาก อากาศหนาว มีนักถ่ายภาพรอเก็บภาพกันเกือบสิบคน ไม่แน่ใจว่าถ่ายอะไรกัน เราก็อยู่มุมของเราใกล้ๆ เก็บภาพตามใจตนจนแสงหมดก็ได้เวลากลับที่พักพร้อมกับอีกหนึ่งช่วงเวลาดีๆที่ถูกเก็บไว้ในความทรงจำ

จากบันทึกการเดินทางของ Joon Joongwong

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*