ท่องแดนหลังคาโลก (A glimpse of Tibet)

.
.
ก่อนที่จะขึ้นรถไฟไปเมืองลาซา กลุ่มของเราแวะที่วัดถ่าเอ๋อ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดสำคัญของนิกายลามะหมวกเหลือง เนื่องจากเป็นสถานที่เกิดของท่านจงคาปา ผู้ก่อตั้งนิกาย วัดนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองซีหนิงราว 1 ชั่วโมงเศษ ดูแล้วได้บรรยากาศความเป็นวัดทิเบตได้ดีทีเดียว หลายๆส่วนในวัดจะห้ามถ่ายรูป หรือจะต้องเสียเงินถ้าจะถ่าย ก็เลยไม่ค่อยได้ถ่ายอะไร
.
.
เสร็จจากที่วัดก็กลับเข้าเมือง เตรียมอาบน้ำอาบท่า แล้วไปรอขึ้นรถไฟที่สถานีซีหนิงตะวันตก (Xi Ning Xi) รถไฟมาราวสามทุ่มสี่สิบ ผู้โดยสารจำนวนมากกรูกันขึ้นไปที่ชานชาลา พวกเราก็เบียดเสียดกับคนอื่นๆไปอย่างทุลักทุเล ขึ้นรถไฟเสร็จเรียบร้อยก็ราวๆสามทุ่มห้าสิบ พอสี่ทุ่มแป๊ะรถไฟก็ออกปุ๊บ ตรงเวลาดีมากๆ เราสองคนพี่น้องร่วมห้องกับสองสามีภรรยาคนเซี่ยงไฮ้ แกเคยไปเมืองไทยหลายครั้ง แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ก็เลยแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย ได้แต่ยิ้มให้กัน ในห้องเป็นห้อง 4 เตียง มีประตูปิด ที่พิเศษ คือ มีท่ออ๊อกซิเจนด้วย สำหรับผู้ที่ต้องการเวลารถไฟวิ่งไปในจุดที่สูงๆ ที่มีอ๊อกซิเจนน้อย สักพักใหญ่ๆ เราก็นอนหลับกันไปด้วยความเหนื่อยล้า
.
.
.
.
ตื่นขึ้นมาก็เช้าแล้ว ก่อนเจ็ดโมงนิดหน่อย รถไฟวิ่งอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ มีแต่ผืนดินเวิ้งว้าง ดูแล้วแห้งแล้งเป็นหลุมเป็นบ่อ นึกว่าอยู่แถวดวงจันทร์ สักพักใหญ่ๆ รถไฟก็เข้าจอดที่สถานีเก๋อเอ๋อมู่ ให้ผู้โดยสารลงไปยืดเส้นยืดสาย เราก็ลงไปเก็บภาพขบวนรถไปของเราสักหน่อย อากาศข้างนอกหนาวทีเดียว น่าจะไม่เกิน 10 องศา ความสูงอยู่ที่เกือบสามกิโล.
.
รถไฟจอดอยู่ประมาณ 20 นาทีก็ออกเดินทางต่อ เป้าหมายยังอยู่อีกไกล เราวิ่งผ่านทุ่งหญ้า ชมวิวทิวทัศน์ซึ่งค่อนข้างจะแห้งแล้งไปตั้งแต่เช้ายันเย็น เก็บภาพผ่านกระจกรถไฟไปหลาย ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่เพราะมีเงาสะท้อนบ้าง แสงแฟลบ้าง สีเพี้ยนบ้าง แต่ก็สนุกดี ดีกว่าไม่มีอะไรทำ ระหว่างทางเราได้เห็นสัตว์ป่า และปศุสัตว์เป็นระยะๆ สัตว์ป่าก็ประกอบไปด้วย Tibetan Antelope, Wild Ass, Tibetan Fox แถมด้วยไพก้าตัวเล็กน่ารัก ชาวที่ราบสูงเค้าเลี้ยงสัตว์อยู่ไม่กี่ชนิด ก็คือ จามรี (Yak) แล้วก็แพะและแกะ ขนรุงรังน่าดู
.
.
.
เราได้ทานอาหารกันในรถไฟ 3 มื้อ มื้อเช้าเป็นมาม่า ส่วนมื้อกลางวันและเย็นเราไปทานกันที่ตู้เสบียง อาหารพอรับประทานได้ ตกหัวละประมาณ 250 บาทต่อมื้อ
.
.
ขบวนรถไฟเข้าเทียบชานชาลาสถานีลาซา ตอน 21.30 น. เป๊ะ พวกเราค่อยๆ ขนกระเป๋าลงเก็บภาพชานชาลาไว้หน่อยนึง แล้วค่อยเดินออกไปที่รถ สิริรวมเวลาเดินทางบนรถไฟสายที่สูงที่สุดในโลก (5,072 เมตร จากระดับน้ำทะเล) อยู่ที่ 23 ชั่วโมง 30 นาที นานที่สุดในชีวิตเลย
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

จากการเดินทางโดนรถไฟอันยาวนาน เราก็เดินทางมาถึงเมืองลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต เรามีโปรแกรมไปเยือนสถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง เลยเอาข้อมูลมาให้อ่านกันคร่าวๆตามนี้เลย

1. วัดกานเดน (Ganden Monastery) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1409 โดยชองฆาปา (Tsong Khapa) ผู้ริเริ่มลามะนิกายหมวกเหลือง ซึ่งถือเป็นวัดแห่งแรกในนิกายหมวกเหลือง หรือ นิกายกานเดน เป็นสถาปัตยกรรมแบบทิเบตโดยแท้จริง (กานเดน หมายถึง มีความสุขในภาษาทิเบต และยังเป็นชื่อเรียกของสวรรค์ของตะวันตก ซึ่งเป็นที่ประทับของพระศรีอริยะเมตไตรย (พระพุทธเจ้าในอนาคต)) วิหารที่ใหญ่ที่สุดมีพื้นที่ 1,600 ตร.ม. สามารถจุลามะได้ถึง 3,500 องค์ ในช่วงปี ค.ศ. 1959 ถึง 1966 ที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน วัดกานเดนได้รับความเสียหายจากไฟไหม้ และระเบิดโดยพวกของขบวนการเรดการ์ด กองทัพแดง และภายหลังได้บูรณะขึ้นใหม่
.

2. วัดเซรา หรือ ซือราซื่อ ในภาษาจีน (Sera Monastery) อยู่ทางเหนือของลาซาประมาณ 5 กิโลเมตร บริเวณเชิงเขาตาติปู สร้างขึ้นบนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของกระท่อมที่พระชองฆาปาศึกษาธรรมและ ปฎิบัติกรรมฐาน โดยศิษย์รูปหนึ่งของชองฆาปา เมื่อปี ค.ศ. 1419 (ชองฆาปา มีอายุอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1357-1416 เป็นผู้ปฏิรูปและก่อตั้งพุทธศาสนา ลัทธิเกอลุกปา (Gerlugpa Sect) หรือ นิกายคุณธรรม ซึ่งนิยมเรียกนิกายหมวกเหลือง ตามประวัติเล่ากันว่า ชอง ฆาปา ก็คือพระอาจารย์ขององค์ ดาไล ลามะที่ 1) อารามแห่งนี้เคยมีพระจำวัดอยู่ถึงเกือบ 5,000 รูป เป็นอารามที่รู้จักกันดีทั่วทิเบต เนื่องจากเป็นสำนักสงฆ์ที่มีคุณภาพ ปัจจุบันมีพระจำวัดอยู่ประมาณ 300 รูป อาคารหลักๆ ของอารามยังคงอยู่ในสภาพดี เนื่องจากไม่ถูกทำลายลงในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ทุกๆวันช่วงบ่ายแก่จะมีการฝึกฝนทางธรรมโดยการใช้การตั้ง และตอบคำถาม โดยที่ลามะแต่ละรูปจะมารวมตัวที่ลานวัด เพื่อทดสอบพระธรรมในรูปแบบการตั้ง “ปุจฉา” และ “วิสัชนา” ลองดูตามรูปในอัลบั้ม
.
3. ตำหนักนอร์บุหลิงฆา เป็นพระราชวังฤดูร้อน คู่กับพระราชวังฤดูหนาวโปตาลา ความหมายเดิมของชื่อ นอร์บุหลิงฆา แปลว่า “สวนอัญมณี” สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยดาไลลามะ องค์ที่ 7 สมัยต่อๆมา ดะไลลามะองค์อื่นๆ ได้สร้างต่อเติมส่วนของตนเองขึ้นมาเรื่อยๆ รวมทั้งดาไลลามะ องค์ที่ 14 ก็ยังได้ต่อเติมพระราชวังก่อนที่จะลี้ภัยออกจากทิเบต ในบริเวณโถงรับรองมีบัลลังก์เทวราช และงานจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับประสบการณชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ โดยมีกรอบเป็นภาพเขียนพุทธชาดก
.

4. วัดเดรปุง (Drepung Monastery) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองลาซา เริ่มก่อสร้างใน ค.ศ. 1416 โดยลูกศิษย์ของซองฆาปา ในอดีตวัดเดรปุงถือว่าเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น เพราะมีพระประจำอยู่มากกว่า 10,000 รูป บริเวณวัดกว้างขวางมาก ซึ่งในอดีตภายในวัดมีวิทยาลัยใหญ่ๆ ของทิเบตตั้งอยู่ถึง 4 แห่ง แต่ได้ถูกประเทศจีนทำลายหมดทุกแห่ง ลักษณะของสถาปัตยกรรมวัดเดรปุงนั้น จะสร้างด้วยศิลปะแกะสลักอย่างวิจิตรพิศดารงดงาม แสดงถึงความศรัทธาที่มีต่อองค์ดาไลลามะ และมีรูปเทพเจ้าประจำเพื่อบูชามากมายนับไม่ถ้วนอยู่ภายในวัด
.

5. พระราชวังโปตาลา ตั้งอยู่บนยอดเขาแดง (ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณครึ่งชั่วโมง) มี ความสูงประมาณ 117 เมตร พระราชวังโปตาลาเป็นอาคารสูง 13 ชั้น ยาว 400 เมตร กว้าง 350 เมตร มีห้องต่างๆ เกือบ 1,000 ห้อง เริ่มสร้างเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รวบรวมทิเบต ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้สำเร็จ คือ กษัตริย์ซองเซิน กัมโป (Songtsen Gampo) แรกเริ่มต้องการเพียงจะสร้างเป็นตำหนักให้แก่มเหสีชาวจีน และชาวเนปาลของพระองค์เอง ต่อมาทรงใช้ป้อมแห่งนี้เป็นสถานที่ในการศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สัมมา สัมพุทธเจ้า จวบจนกระทั่งสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นพระลามะเป็นผู้ปกครองประเทศ ปัจจุบันส่วนก่อสร้างเดิม 2 หลังนี้ยังคงเหลือให้เห็นอยู่ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างใหม่ที่ต่อเติมในยุคหลัง อาคารที่ต่อเติมในช่วงหลังนี้ ส่วนหลักๆ สร้างในสมัยขององค์ดาไลลามะที่ 5 ประมาณ ปี ค.ศ. 1645 – 1693 (องค์ดาไลลามะ องค์ปัจจุบันคือ องค์ที่ 14 ซึ่งลี้ภัยไปอยู่ที่ธรรมศาลาในประเทศอินเดีย) เพื่อให้เป็นพระราชวังฤดูหนาว พระราชวังโปตาลา แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของพระราชวังสีขาว, สีแดง และส่วนเชื่อมที่เป็นสีเหลือง พระราชวังสีขาวเป็นส่วนของสังฆาวาส พระราชวังสีแดงเป็นส่วนพุทธาวาสสำหรับ ใช้ทำกิจของสงฆ์และบรรจุพระศพขององค์ดาไลลามะ (ดาไลลามะองค์ที่ 5, 7, 8, 9, 10, 11, 12 และ 13) และห้องสมุดที่ใช้สำหรับเก็บพระไตรปิฎก
.

6. ทะเลสาบยัมดรก (Yamdrok Tso) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองลาซา 80 กม. เป็น 1 ใน 3 ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของทิเบต น้ำใสจนเห็นภาพสะท้อนของภูเขา ท้องฟ้า เมฆ อย่างชัดเจน สีของน้ำในทะเลสาบออกสีเขียวอมฟ้า จนได้รับฉายาว่า ทะเลสาบเทอร์ควอยส์ จุดชมทะเลสาบสูง 4,990 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นจุดสูงสุดที่เราลงไปยืนและเก็บภาพความประทับใจบนเส้นทางนี้ ที่นี่จะมีจามรีและสุนัขทิเบตให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปด้วย แต่ต้องเสียเงินคนละ 10 หยวน
.

7. วัดเพลกอ (Palcho Monastery or Pelkor Chode Monastery or Shekar Gyantse) สร้างในปีค.ศ. 1418 ประกอบด้วยอารามน้อยใหญ่ 15 หลัง ชมภาพทังก้าและรูปปั้นธรรมบาลที่ปกติจะเป็นภาพเขียน แต่ที่นี่จะเป็นรูปปั้น จากนั้นชมสถานที่ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเลิศที่ชาวทิเบตภาคภูมิใจ คือ เจดีย์ เจียนเซ่ คุมบุม (Gyangtse Kumbum Stupa) ตรงกลางของสถูปเป็นสัญลักษณ์แทนทางอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำไปสู่การปลดปล่อย ทางวิญญาณ หรือมัณฑาลา (Mandala) และยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วาดไว้เมื่อศตวรรษที่ 15 โดยชาวเนปาล
.

8. วัดทาชิลุนโป (Tashilhunpo Monastery) เป็นสถานที่พำนักของปัญเชนลามะ สร้างในสมัย ค.ศ. 1447 โดยองค์ดาไลลามะที่ 1 ซึ่งเป็นหลานและลูกศิษย์ของซองคาปา เป็นสถานที่พำนักของ ปันเชนลามะ ผู้ที่เป็นผู้นำทางศาสนาสูงสุดรองจากดาไลลามะ ภายในบริเวณวัดมีสถูปเก็บพระศพขององค์ปันเชนลามะ รวมถึงองค์ที่ 10 ซึ่งสร้างอย่างยิ่งใหญ่ ใช้ทองคำและเครื่องประดับที่มีค่ามหาศาล มีพระอริยเมตไตร หรือพระพุทธเจ้าในอนาคต ซึ่งมีขนาดใหญ่สูง 26 เมตรประดิษฐานอยู่ด้วย
.

9. วัดโจคัง หรือ วัดต้าเจ้าซื่อ (Jokhang Temple) เป็นวัดที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบตทั้งมวล เพราะเมื่อมีพิธีถือศีล พระลามะจำนวนมากก็จะเดินทางมารวมกันทำพิธีที่นี่ วัดนี้สร้างในสมัยของกษัตริย์ซองเซิน กัมโป เพื่อไว้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่มเหสีชาวต่างชาติทั้งสองของพระองค์ อัญเชิญมาด้วย คือ เจ้าหญิงเหวินเฉิงแห่งจีน และเจ้าหญิงภริคุติแห่งเนปาล ศิลปะการก่อสร้างมีจุดเด่นตรงที่นำเอาศิลปะของ 4 ชาติมาผสมกันคือ ทิเบต จีน เนปาล และ แคชเมียร์ มีตำนานเล่าว่า ก่อนที่กษัตริย์ซองเซิน กัมโป จะสร้างวัดต้าเจาซื่อ หรือวัดโจคัง ได้อธิษฐานว่าพระองค์จะโยนแหวนขึ้นไปบนอากาศ หากแหวนนั้นตกลงที่ใดก็จะสร้างวัดลงตรงนั้น ปรากฎว่าแหวนลอยลงไปตกในสระน้ำกระทบกับหินที่โผล่ขึ้นมา ทันใดนั้นเองนิมิตรของสถูปก็ปรากฏให้แก่คนทั่วไปได้เห็น จึงนับว่าเป็นนิมิตรที่ดี กษัตริย์ซองเซิน กัมโป ก็เลยให้สร้างวัดลงตรงนั้นเอง ภายในวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่พระนางเหวินเฉิง นำมาจากประเทศจีนเมื่อ 1,300 ปีก่อน ซึ่งได้รับการกราบไหว้และยอมรับกันอย่างมากว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด แม้แต่พวกขบวนการเรดการ์ด หรือกองทัพแดงที่ทำลายทุกอย่างตอนที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนในประเทศจีน ยังไม่กล้าแตะต้องพระพุทธรูปองค์นี้เลย บริเวณหน้าวัดจะมีชาวทิเบตจำนวนมากนอนกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ ชาวทิเบตที่เดินเข้าแถวเพื่อเข้าไปด้านใน บ้างถือกระติกน้ำมันเนย บ้างถือถุงเนยแข็ง เพื่อไปเติมตะเกียงบูชาพระ ล้อมรอบวัดคือถนนบาร์ฆอร์หรือถนนแปดเหลี่ยม ซึ่งมีสินค้าพื้นเมืองหลากหลาย
.

.
วันสุดท้ายยังได้นั่งรถผ่านไปดูพระราชวังโปตาลาตอนกลางคืนอีกด้วย เค้าจะเปิดไฟฉายไป

ยังตัวพระราชวังช่วงเวลาสามทุ่มถึงสี่ทุ่ม เราไปกันสามทุ่มห้าสิบห้า ได้เห็นภาพสวยๆ กันแป๊บนึง
.
ภาพจากเมืองซีหนิง ประเทศจีน บนรถไฟสายที่สูงที่สุดในโลก, เมืองลาซา เมืองเจียนซึ (เจียนเซ, กังสเต) และเมืองชิกัตซึ (ชิกัตเซ) Photos from: Xi Ning and on the highest railway, La Sa, Gyantse and Shigatse in Tibetf the world
.
Date: June 18-21, 2011
.
.
.
บันทึกภาพ และการเดินทางโดย “จุลล์ จูงวงศ์”

.
.

Tibet Trip 2009 – Qing Zang Railway from Xining to Lhasa Video จาก www.youtube.com

 

Related posts:

4 thoughts on “ท่องแดนหลังคาโลก (A glimpse of Tibet)

  • กันยายน 1, 2011 at 5:19 pm
    Permalink

    very interesting

    Reply
  • กันยายน 2, 2011 at 3:50 am
    Permalink

    อยากๆปถ่ายรูปเหมือนกันแหะ

    Reply
  • กันยายน 4, 2011 at 1:09 am
    Permalink

    รูปสวยมากค่ะ อยากไปบ้างจัง

    Reply
  • กันยายน 25, 2011 at 3:08 pm
    Permalink

    เป็นการเดินทางที่เหนื่อย เนื่องจากเดินทางไกลและต้องอยู่ในพื้นที่ที่สภาพอากาศเบาบาง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดครั้งหนึ่งครับ

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*