เอดิปัสกับสฟิงส์


เรื่องราวของวีรบุรุษผู้ประสบกับชะตากรรมอันโหดร้าย ที่แม้จะได้รู้ล่วงหน้าถึงชะตากรรมของตนและพยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้น ทว่าในสุดท้ายแล้ว ความพยายามของเขากลับไร้ผลและชะตากรรมก็ได้บันดาลให้เขากระทำในสิ่งที่ผิดพลาดอย่างที่ไม่อาจให้อภัย จนกลายเป็นตราบาปที่ทรมานตัวเขาไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เอดิปัส เติบโตขึ้นมามาในฐานะโอรสของ พระเจ้าโพลิบัส กษัตริย์แห่งนครโครินธ์ เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม พระองค์ได้มีโอกาสไปยังวิหารเทพยากรณ์แห่งนครเดลฟีและได้รับคำทำนายว่า พระองค์จะเป็นผู้สังหารพระบิดาและเสกสมรสกับพระมารดาของพระองค์เอง

เจ้าชายหนุ่มทรงกลัดกลุ้มพระทัยกับคำนายนี้เป็นอันมาก จึงตัดสินพระทัยหลบหนีออกจากนครโครินธ์และออกพเนจรไปเรื่อยๆเพื่อมิให้คำทำนายดังกล่าวเป็นความจริง

วันหนึ่ง ขณะที่เอดิปัสกำลังเดินไปตามทางอย่างไร้จุดหมาย ก็มีรถศึกหนึ่งคันพร้อมกับชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งสวนทางมา บนรถศึกคันนั้นมีชายวัยกลางคนแต่งกายโออ่าท่าทางเป็นหัวหน้ากลุ่มยืนอยู่กับผู้บังคับรถ

ชายวัยกลางคนได้ตวาดสั่งให้เอดิปัสหลีกไปให้พ้นทาง แต่เอดิปัสที่กำลังอารมณ์ขุ่นมัว ไม่ยอมหลีกทาง จึงเกิดวิวาทกันขึ้น  ชายผู้นั้นได้สั่งให้บริวารรุมสังหารเอดิปัสแต่เจ้าชายหนุ่มมีฝีมือในเชิงอาวุธเหนือกว่าจึงสังหารฝ่ายตรงข้ามจนเกือบหมดรวมทั้งชายวัยกลางคนผู้นั้นด้วย คงเหลือเพียงคนขับรถศึกเท่านั้นที่ถูกแทงบาดเจ็บและหนีรอดไปได้

หลังการต่อสู้จบลง เอดิปัสได้ออกเดินทางต่อ จนไปถึงยังนครธีบส์ ในขณะนั้น นครธีบส์ได้เกิดเหตุร้ายขึ้น เนื่องจากมีอสุรกายนามว่า สฟิงส์ ออกอาละวาด

อสุรกายตนนี้มีศีรษะและหน้าอกเป็นสาวงามแต่ร่างกายส่วนที่เหลือเป็นสิงโตและมีปีกเหมือนนกอินทรี สฟิงส์ได้มาเกาะอยู่ที่แท่นหินใหญ่ข้างทางเข้าเมือง และตั้งคำถามกับผู้คนที่ผ่านไปมา หากใครตอบไม่ได้ จะถูกมันฆ่ากินเป็นอาหาร ซึ่งนับแต่สฟิงส์มาถึงยังนครธีบส์ ไม่เคยมีใครตอบคำถามของมันได้และต้องตกเป็นอาหารของมันเสียทุกคน ทำให้ประชาชนพากันหวาดกลัวจนไม่มีใครกล้าออกจากเมือง

เมื่อเอดิปัสมาถึง ก็ได้เผชิญหน้ากับเจ้าสฟิงส์ ซึ่งนางอสุรกายก็ได้ถามเจ้าชายหนุ่มด้วยคำถามเดียวกับที่มันเคยถามผู้คนมากมายมาแล้ว โดยมีใจความว่า

สิ่งใด ยามอรุณรุ่งเดินสี่ขา ยามทิวาวัน เดินสองขา แลยามเย็นย่ำสนธยา กลับแปรเปลี่ยนเป็นสามขา

เอดิปัสตอบไปว่า สิ่งนั้นคือ มนุษย์ ซึ่งยามเช้าเปรียบดุจวัยทารกที่ต้องคลาน จึงเท่ากับเดินสี่ขา ส่วนยามกลางวัน เปรียบด้วยวัยหนุ่มสาวที่เดินสองขา ส่วนยามเย็นนั้นเปรียบด้วยมนุษย์ในวัยชราที่ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงร่าง จึงเหมือนกับเดินสามขา

นางสฟิงส์เจ็บใจยิ่งนักที่มีคนตอบคำถามของมันได้ นางอสุรกายกรีดร้องเสียงกึกก้องก่อนจะจะกางปีกบินขึ้นท้องฟ้าและหุบปีกพุ่งลงมากระแทกพื้นฆ่าตัวตาย

เมื่อชาวเมืองธีบส์รู้ว่าเอดิปัสสังหารสฟิงส์ได้ ต่างก็ยินดี พากันออกมาต้อนรับเจ้าชายหนุ่ม ในเวลานั้น นครธีบส์ว่างกษัตริย์ ด้วยพระเจ้าไลอัสเพิ่งสวรรคตไป กรีออน ผู้สำเร็จราชการและเป็นพี่ชายของพระมเหสีจึงได้เชิญเอดิปัสขึ้นครองราชย์และได้เสกสมรสกับพระมเหสีเดิมของท้าวไลอัส ซึ่งมีนามว่า พระนางโยคาสตา

ครั้นต่อมาภายหลัง ได้เกิดอาเพศในนครธีบส์ พืชพันธุ์และสัตว์เลี้ยงล้มตาย ทั้งเกิดโรคระบาดจนชาวเมืองล้มตายมากมาย กษัตริย์เอดิปัสจึงให้อำมาตย์เดินทางไปขอคำทำนายที่วิหารเทพยากรณ์ อำมาตย์ได้กลับมา พร้อมคำตอบว่า เหตุอาเพศครั้งนี้จะแก้ไขได้ จำต้องเป็นหาตัวฆาตรกรที่สังหารท้าวไลอัสมาลงโทษ เอดิปัสจึงให้คนสืบหาความจริงในเรื่องที่ท้าวไลอัสถูกคนร้ายสังหาร จนได้ตัวสารถีที่รอดตายจากเหตุการณ์นั้นมา

และหลังจากนั้น ความจริงทั้งหมดก็ได้เปิดเผยขึ้นว่า แท้จริงแล้ว เอดิปัสหาใช่โอรสแท้ๆของท้าวโพลิบัสไม่ หากแต่เป็นโอรสของท้าวไลอัสกับพระนางโยคาสตา ซึ่งเมื่อครั้งที่เอดิปัสถือกำเนิดนั้น มีคำทายว่า โอรสองค์นี้จะเป็นผู้สังหารพระบิดาของตัวเอง กษัตริย์ไลอัสจึงให้คนนำโอรสไปทิ้งไว้บนภูเขาเพื่อให้ตาย ทว่า มีคนเลี้ยงแกะเก็บได้และนำไปให้กับอำมาตย์ของนครโครินธ์ จากนั้นอำมาตย์ได้ถวายทารกน้อยให้กับกษัตริย์โพลิบัส ผู้ครองนครคอรินธ์ ครั้นเมื่อเอดิปัสเติบโตขึ้นและหลบหนีออกจากนครโครินธ์เพื่อหลีกหนีเหตุร้ายตามคำนาย เจ้าชายหนุ่มก็ได้พบกับพระเจ้าไลอัสโดยบังเอิญและเกิดวิวาทกันจนพลั้งมือสังหารพระองค์ไป

เมื่อความจริงทั้งหมดเปิดเผย ว่า เอดิปัสนี่เองคือ ฆาตรกรผู้ที่สังหารกษัตริย์ไลอัส ผู้เป็นพระบิดา ทั้งยังได้เสกสมรสกับพระนางโยคาสตา ที่เป็นพระมารดาของตนเองด้วย พระนางโยคาสตาที่ไม่อาจทนความอัปยศที่เกิดขึ้นได้ จึงปลิดชีพองค์เอง

ขณะที่เอดิปัสก็เจ็บปวดกับชะตากรรมที่โหดร้ายของพระองค์จึงได้ทำลายดวงตาทั้งสองข้างและเนรเทศพระองค์เองออกจากนครธีบส์ จากนั้นก็พเนจรไปจนถึงนครเอเธนส์ ซึ่งกษัตริย์ธีสิอุส ผู้เป็นพระสหายครองอยู่ ครั้นกษัตริย์ธีสิอุสทรงทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ก็ทรงสงสารพระสหายและเชิญให้เอดิปัสพำนักอยู่ที่นครเอเธนส์จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตในอีกไม่กี่ปีต่อมา

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*