King Arthur พลิกตำนานจอมราชันย์

เรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) เป็นหนี่งในตำนานที่คนทั่วโลกรู้จักดี  ตำนานของกษัตริย์นักรบผู้ห้าวหาญกับเหล่าอัศวินโต๊ะกลมของพระองค์ ถูกเล่าขานกันมาตั้งแต่ยุคกลางและกลายเป็นเรื่องราวของวีรบุรุษในอุดมคติ ผู้ยึดมั่นในคุณธรรม ทว่าแม้นามของ กษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) จะเป็นที่รู้จักและจดจำของคนทั่วโลก แต่ที่มาของตำนานกษัตริย์ผู้กล้านี้กลับดูลึกลับคลุมเครือ

นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่า เรื่องของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) เป็นเพียงนิยายที่ถูกแต่งขึ้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์  แต่นักประวัติศาสตร์อีกหลายคนกลับมีความเห็นว่า ตำนานในยุคโบราณนั้น ส่วนใหญ่ถูกแต่งขึ้นโดยมีรากฐานมาจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์

ตำนานของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) กับอัศวินโต๊ะกลมที่เราท่านรู้จักกันในทุกวันนี้ ถูกแต่งขึ้นโดย เจฟฟรีย์ แห่งมอนเมาธ์  นักบวชชาวอังกฤษในศตวรรษที่สิบสอง โดยอยู่ในหนังสือประวัติของราชาแห่งบริเทน ว่ากันว่า เจฟฟรีย์แต่งหนังสือเรื่องนี้ขึ้นโดยนำเค้าโครงมาจากตำนานพื้นบ้านของชาวเวลล์บนเกาะอังกฤษ โดยเล่าถึง กษัตริย์ผู้กล้านามอาเธอร์ที่ปกป้องอังกฤษจากผู้รุกรานชาวแซกซอนและโรมัน

เนื้อเรื่องโดยย่อคือ กษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) เป็นโอรสของราชาอูเธอร์ แพนดรากอน อูเธอร์กับพี่ชายนามว่า ออเรลิอานัส แอมโบรซิอุส นำทัพข้ามมาจากบริตตานีในฝรั่งเศสเข้าทำสงครามกับราชาเวอร์ติเกิร์น ผู้ครองอังกฤษในยุคนั้น หลังจากเวอร์ติเกิร์นสิ้นชีพในการรบ แอมโบรซิอุสได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ทว่าไม่นานก็ถูกพวกแซกซอนลอบปลงพระชนม์ อูเธอร์จึงได้ปกครองอังกฤษแทน ต่อมากษัตริย์อูเธอร์ได้ลักลอบมีสัมพันธ์กับเลดี้อิเกรน ภริยาของลอร์ดแห่งคอนวอร์ล และมีโอรส นาม อาเธอร์ หลังจากถือกำเนิด ผู้วิเศษเมอร์ลินได้นำตัวอาเธอร์ไปดูแลในระหว่างนั้น อูเธอร์ได้สิ้นพระชนม์ลง เหล่าขุนศึกต่างแย่งชิงอำนาจกัน เมอร์ลินได้ปักดาบลงไปบนหินและประกาศว่า ทายาทอันชอบธรรมของอูเธอร์เท่านั้น ที่จะดึงดาบนี้ออกได้ ไม่มีขุนศึกคนใดดึงดาบเล่มนี้ออกได้จนกระทั่งอาเธอร์มาถึงและดึงดาบออกจากแท่นหินจากนั้นจึงขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองอังกฤษ พระองค์ยึดถือในคุณธรรมและความกล้าหาญ ทรงโปรดให้สร้างโต๊ะกลมขนาดใหญ่ขึ้นมา เป็นที่ประชุมของเหล่าอัศวิน และถูกขนานนามว่า อัศวินโต๊ะกลม กษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) ทรงมีอาวุธคู่พระทัยเป็นดาบวิเศษนามเอ็กคาลิเบอร์ (Excalibur) พระองค์ทรงทำศึกกับผุ้รุกรานชาวแซกซอนถึงสิบสองครั้งก่อนจะได้รับชัยชนะครั้งสำคัญที่เขาบาร์ดอน จากนั้นก็ทำสงครามกับชาว สก๊อตและโรมัน

ตำนานเรื่องดังกล่าวยังได้พ่วงเอาตำนานของจอกศักดิ์สิทธิ์ ที่กล่าวกันว่าเป็นจอกที่พระเยซูใช้ดื่มในพระกระยาหารมื้อสุดท้าย โดยพระเจ้าอาเธอร์ได้ส่งเหล่าอัศวินผู้กล้าเดินทางไปค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์นี้  เรื่องราวของของอาเธอร์จบลงโดยความตายของพระองค์หลังการทำสงครามครั้งสุดท้ายกับพระญาติผู้ทรยศนามมอเดร็ด แม้จะปลิดชีพศัตรูลงได้แต่พระองค์ก็ได้รับบาดเจ็บจนสิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นพระศพถูกนำลงเรือมุ่งไปสู่เกาะอวาลอน

จบเรื่องตำนานไปแล้ว ที่นี้เราจะมาดูกันว่า ตำนานของอาเธอร์นั้นมีที่มาอย่างไร  ว่ากันที่จริงแล้ว ต้นกำเนิดของตำนานกษัตริย์อาเธอร์  (King Arthur) นั้นก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ โดยมีทั้งฝ่ายที่เชื่อว่า  กษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) เป็นเพียงบุคคลในตำนาน กับฝ่ายที่เชื่อว่ามีที่มาจากบุคคลที่เคยมีชีวิตจริงๆ ในประวัติศาสตร์ ฝ่ายที่เชื่อว่า กษัตริย์อาเธอร์เป็นเพียงบุคคลในตำนานกล่าวว่า  คำว่า Arthur นั้นอาจแผลง มาจากคำว่า Arth ในภาษาเวลล์ที่แปลว่า หมี และสำหรับชาวเซลต์ในทวีปยุโรป (ยกเว้นในบริเทน) ก็มีเทพแห่งหมีหลายองค์ ที่มีนามว่า อาทอส หรือ อาทิโอ ด้วย ทั้งคำว่า artur (ภาษาเวลล์) และ arturus ภาษา (ลาติน) ล้วนหมายถึง “มนุษย์หมี” และ กษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) ก็เคยถูกนักเขียนหลายคนให้สมญาว่า หมีแห่งบริเทน  ฝ่ายนี้มีความเห็นว่า อาเธอร์น่าจะมาจากวีรบุรุษในตำนานที่มีลักษณะกึ่งเทพของชาวเซลต์ ซึ่งเป็นชนเผ่าโบราณที่เคยอยู่ในยุโรป แบบเดียวกับเรื่องของ เฮอคิวลีส  และภายหลังตำนานของเขาถูกปรับให้เข้ากับข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์เพื่อเป็นการผสมผสานตำนานดั้งเดิมของชาวเซลติกกับคำสอนของศาสนาคริสต์ที่เข้ามาในเวลาต่อมา เหมือนอย่างเทพเจ้าดั้งเดิมแห่งท้องทะเลของชาวเซลต์ที่ชื่อ ไลร์ (Llyr) ชื่อนี้ต่อมาก็ได้กลายมาเป็นตำนานของ คิงเลียร์ (King Lear) หากดูจากทฤษฎีนี้ อาเธอร์ก็น่าจะเป็นเพียงบุคคลในตำนานโดยอาจ เป็นวีรบุรุษในลำนำของชาวเซลต์ ที่สร้างแรงบันดาลใจและทำให้ผู้ฟังหลงใหล คล้ายกับตำนานของเยอรมันเรื่อง บีโอวูลฟ์ ในตอนปลายศตวรรษที่แปด ว่ากันที่จริงแล้ว เรื่องของกษัตริย์อาเธอร์และบีโอวูลฟ์มีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน ทั้งสองเป็นผู้นำของเหล่านักรบที่ห้าวหาญ ก่อนจะได้กลายมาเป็นกษัตริย์ในภายหลัง ทั้งสองมีดาบวิเศษ พร้อมทั้งถูกทรยศโดยคนของตนและต่างก็สิ้นชีพโดยปราศจากทายาท นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์ของมังกรที่ทั้งสองใช้ประจำตัวคล้ายกันและอีกข้อที่เหมือนกันก็คือ ชื่อของ บีโอวูลฟ์เอง ก็หมายถึง “หมี”  เช่นกัน

สำหรับนักประวัติศาสตร์ฝ่ายที่เชื่อว่า ตำนานกษัตริย์อาเธอร์น่าจะมีพื้นฐานมาจากความจริงนั้น พวกเขาเชื่อว่าตำนานนี้น่าจะมีที่มาจากเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ของบริเทนในช่วงยุคมืดหรืออาจจะก่อนหน้านั้น คือในช่วงปลายจักรวรรดิโรมันสมัยที่ยังมีอำนาจปกครองบริเทน นักประวัติศาสตร์หลายคนในกลุ่มนี้ มีความเห็นว่าชื่อ ของ อาเธอร์น่าจะมาจาก ชื่อของนายทหารโรมันนาม ลูเชียส อาโทเรียส แคสตัส (Lucius Artorius Castus) ซึ่งเคยทำหน้าที่รักษาแนวกำแพงฮาเดรียน บนเกาะบริเทน ในตอนปลายศตวรรษที่สอง ผู้ที่เสนอแนวคิดนี้เป็นคนแรกเป็น นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องตำนานปรัมปรา ชื่อ เคมพ์ มาโลน โดยมาโลน ได้ค้นพบเรื่องราวของ อาโทเรียส จากโลงศพหินโบราณและแผ่นจารึกที่ถูกฝังอยู่ด้วยกัน ทั้งสองสิ่งถูกขุดพบที่ชายฝั่งดาลมาเตีย โดยคำจารึกบนโลงศพถอดความได้ว่า

“แด่ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิต : ลูเชียส  อาโทเรียส  แคสตัส ผู้บังคับกองร้อยที่สามแห่งกองพลกัลลิก้า และผู้บังคับกองร้อยที่หกกองพลเฟอราตา ผู้บังคับกองร้อยที่สองแห่งกองพลอาดิอูทริกซ์ และผู้บังคับกองร้อยอาวุโสของกองพลมาซีโดนิก้า ผู้บังคับการกองเรือแห่งมิเซนาทิอุม ผู้บัญชาการกองพันที่หกของกองพลวิคทริกซ์  ผู้บังคับการกองพลทหารม้าแห่งบริเทนผู้ปราบกบฏชาวอโมริกัน และ ข้าหลวงแห่งลิเบอเนีย ผู้นอนสงบ ณ ที่นี้“

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ ลูเชียส อาโทเรียส แคสตัส บอกไว้ว่า อาโทเรียส เป็นชาวโรมันถือกำเนิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่สอง ในตระกูลของนายทหาร ต่อมาได้เข้ารับราชการในกองทัพโรมัน และได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเรื่อยๆ จนในสมัยจักรพรรดิคอมโมดุส ในปี ค.ศ.181  อาโทเรียสได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทหารที่รักษาส่วนหนึ่งของแนวกำแพงฮาเดรียน โดยมีทหารม้าหนักชาวซามาร์เธียน เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ในเวลานั้นกำแพงฮาเดรียนถูกใช้เป็นปราการป้องกันระหว่าง บริเตนเนีย หรือดินแดนของโรม บนเกาะอังกฤษ กับ คาเลโดเนีย ซึ่งเป็นดินแดนของอนารยชนในสก๊อตแลนด์  ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นเกาะบริเทนทั้งหมดถูกครอบครองโดยพวกเซลต์ หลังจากจักรวรรดิโรมันเข้ายึดดินแดนตอนใต้ของเกาะนี้ได้ในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุส ซึ่งปัจจุบันคือแคว้นเวลล์และส่วนหนึ่งของอังกฤษ พวกโรมันได้ตั้งชื่อเขตปกครองนี้ว่า บริเทนเนีย ส่วนพวกเซลต์ที่อาศัยอยู่ในเขตนี้ก็ถูกเรียกว่า ชาวไบรตั้น ดินแดนดังกล่าวมักถูกพวกพิคก์และสก๊อตซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเชื้อสายเซลติกที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือนอกเขตปกครองของโรมเข้ารุกรานอยู่เสมอ จนมาในสมัยจักรพรรดิฮาเดรียน พระองค์ได้สร้างกำแพงยาว 176 ไมล์ เพื่อป้องกันพรมแดนทางด้านนี้ ต่อมาในปลายคริสต์ศตวรรษที่สอง จักรพรรดิมาคัส ออเรลิอุส ได้ทำสงครามชนะชนเผ่าซามาร์เธียน และทำข้อตกลงให้พวกซามาร์เธียนส่งมอบทหารม้าหนักของตนจำนวน 8,000 นาย มารับใช้จักรวรรดิโรมัน จักรพรรดิออเรลิอุสส่งทหารม้า 3,000 นายไปยังอียิปต์ และอีก 5,000 นายมารักษากำแพงฮาเดรียนบนเกาะบริเทน

อาโทเรียส และหน่วยทหารม้าหนักซามาร์เตียนในบังคับบัญชาของเขาใช้ธงมังกรสีแดงเป็นธงชัยประจำหน่วย เนื่องจากกองทหารที่ไม่ใช่โรมันแท้ๆ จะไม่ใช้ธงชัยรูปนกอินทรีสีทอง  ในปี ค.ศ.183 -185 พวกพิคก์และสก๊อตเข้าโจมตีแนวกำแพงฮาเดรียนอย่างหนักหลายครั้ง แต่ อาโทเรียสและทหารม้าของเขาก็สามารถขับไล่พวกนั้นออกไปได้ทุกครั้ง ต่อมากองทหารรักษาการณ์ในบริเทนก่อกบฎขึ้น อาโทเรียสและคนของเขาไม่ยอมเข้าร่วมแต่ยังคงภักดีต่อโรมและทำการปราบกบฏนี้ลงได้ อาโทเรียสได้รับการเลื่อนขั้นและยังคงอยู่ในบริเทนจนถึงปี ค.ศ.185 เขาได้รับคำสั่งให้นำกองทหารม้าซามาร์เธียนในบังคับบัญชา ไปปราบกบฏชาวอาโมริกัน ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นกอล และได้รับชัยชนะอย่างงดงาม ในภายหลัง อาโทเรียส ได้ลาออกจากองทัพและดำรงตำแหน่งข้าหลวงแห่งลิเบอเนียซึ่งอยู่ในดาลมาเตียและอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเสียชีวิต

หากดูจากประวัติของเขา มีความเป็นไปได้ที่เรื่องราวของ อาโทเรียสและทหารม้าซามาร์เธียน ของเขาจะกลายเป็นที่มาของตำนานกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) ในตำนานระบุว่าอาเธอร์ใช้ธงประจำพระองค์เป็นรูปมังกรสีแดงตามชื่อสกุล เพนดรากอนของพระองค์ ซึ่งก็เหมือนกับธงชัยประจำกองทหารของอาโทเรียส  อีกทั้งอาวุธและเครื่องแต่งกายของทหารม้าหนักชาวซามาร์เธียน ในบังคับบัญชาของเขานั้น ยังเป็นต้นแบบของพวกอัศวินในยุคต่อมาอีกด้วย พวกซามาร์เตียนสวมเกราะหนาทั้งคนและม้า ใช้แหลนยาวเป็นอาวุธและเข้าโจมตีศัตรูโดยการพุ่งเข้าชาร์จ ก่อนจะใช้ดาบจัดการทีหลัง ซึ่งคล้ายกับวิธีการรบของพวกอัศวินในยุคกลาง

พวกนักรบซามาร์เตียนมีความผูกพันกับดาบของพวกเขามาก โดยเมื่อนักรบซามาร์เตียนเสียชีวิตลง ดาบของเขาจะถูกปักไว้เหนือหลุมศพของผู้ตาย ฟังดูคล้ายตำนานดาบเสียบในแผ่นหินที่เมอร์ลินเนรมิตขึ้นเพื่อพิสูจน์ความเป็นสายเลือดราชาของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur)

นอกจากนี้ชาวซามาร์เธียนก็มีตำนานของวีรบุรุษของพวกเขาเองเช่นกัน มีตำนานพื้นบ้านซามาร์เธียน เกี่ยวกับเรื่องราวของนักรบนาม บาทราซ (Batraz) ผู้ควบขี่อาชาพร้อมกับเหล่านักรบผู้กล้าที่เรียกว่า นาทส์ (Narts) บาทราซมีดาบวิเศษเป็นอาวุธคู่ใจซึ่งภายหลังดาบเล่มนี้ถูกโยนลงมหาสมุทรก่อนเขาเสียชีวิต หากดูจากตรงนี้ ตำนานของบาทราซเหมือนกับเรื่องกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) และดาบวิเศษของเขาก็คือ เอ็กซ์คาลิเบอร์ (Excalibur) ที่ถูกโยนลงทะเลสาบก่อนพระองค์สิ้นพระชนม์ และพวกนาทส์ ก็คือเหล่าอัศวินโต๊ะกลม อาจเป็นได้ว่าหลังจากพวกซามาร์เธียนปฎิบัติหน้าที่ของพวกในบริเทน จบลง มีทหารม้าซามาร์เธียนจำนวนมากที่ยังคงอยู่ในบริเทนเนีย และตั้งถิ่นฐานในนิคม ซึ่งเป็นเมืองที่ก่อตั้งขึ้นสำหรับพวกทหารที่เกษียณแล้ว จากนั้นเรื่องเล่าของพวกเขาก็แพร่ไปยังชาวเซลติกในท้องถิ่น

แม้ว่า อาโทเรียสจะมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่สอง ก่อนหน้าการรุกรานของพวกแซกซอน ในศตวรรษที่ห้า แต่บางทีเรื่องราวของเขาและเหล่าทหารม้าซามาร์เธียน ในบังคับบัญชา ที่ปกป้องกำแพงฮาเดรียน จากชาวคาเลโดเนียนอาจฝังอยู่ในความทรงจำของชนพื้นเมืองในบริเทนเนีย และถูกนำมารวมกับเหตุการณ์การต่อต้านการรุกรานของพวกแซกซอน ซึ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ห้า

สำหรับเรื่องราวการรุกรานของพวกแซกซอนนั้น อันที่จริงแล้วชาวแซกซอนจากเยอรมันเริ่มอพยพเข้ามายังบริเทนเป็นระลอกๆ โดยเริ่มตั้งแต่ปลายศตวรรษที่สี่จนถึงศตวรรษที่ห้า อันเป็นช่วงเวลาที่โรมเริ่มเสื่อมอำนาจ ในตำนานกล่าวไว้ว่า พระเจ้าอาเธอร์ได้รับชัยชนะเหนือพวกแซกซอนในสงครามครั้งสุดท้ายที่เขาบาร์ดอน นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าสงครามครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นในราว ค.ศ. 514 จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ สงครามดังกล่าวเป็นการรบระหว่างชาวแชกซอนกับพวกไบรตั้น โดยฝ่ายไบรตั้นมีผู้นำชื่อ แอมโบรซิอุส ออเรลีอานัส (Ambrosius Aurelianus) นักบวชและนักประวัติศาสตร์ในยุคมืดนาม กิลดาส (Gildas) ที่มีชีวิตอยู่ในเวลานั้น ได้เล่าไว้ว่า แอมโบรซิอุส เป็นผู้นำเชื้อสาย เซลติก-โรมัน ที่ทรงอำนาจ ครอบครัวของสืบเชื้อสายมาจากชาวโรมันที่มาตั้งถิ่นฐานบนเกาะบริเทน โดยต้นตระกูลของ แอมโบรซิอุส เคยเป็นสมาชิกสภาซีเนตของโรม ในช่วงปลายเมื่อจักรวรรดิโรมันใกล้ล่มสลาย โรมได้ถอนกำลังออกจากบริเตน ทำให้ศัตรูเก่าของพวกไบรตั้นอย่างพวกพิกค์และสก๊อตยกทัพข้ามกำแพงฮาเดรียนเข้าโจมตีบริเทนหลายต่อหลายครั้ง บรรดาผู้ปครองบริเทนในเวลานั้นไม่อาจรับมือผู้รุกรานได้ จึงไปว่าจ้างชาวแซกซอนจากเยอรมันให้มาช่วยรบ แต่ภายหลังชาวแซกซอนได้ถือโอกาสโจมตีดินแดนของผู้ว่าจ้างเสียเอง (แบบนี้สำนวนไทยเขาเรียก เพื่อนเราเผาเรือน ครับ)

ในช่วงที่บริเทนถูกพวกแซกซอนเข้าโจมตีนั้น ชาวโรมันจำนวนมากที่ตั้งถิ่นฐานในบริเทนถูกสังหาร แอมโบรซิอุสเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต ครอบครัวของเขาและชาวไบรตั้นกับโรมันจำนวนหนึ่งอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่บริตตาเนียในฝรั่งเศส ต่อมาแอมโบรซิอุสได้นำกองทัพจากบริตตาเนียยกข้ามมายังบริเทนและทำสงครามกับราชาวอร์ติเกิร์นที่ปกครองบริเทนในขณะนั้น หลังได้รับชัยชนะ แอมโบรซิอุสจึงนำชาวพื้นเมืองทั้งอาจมีกองกำลังเชื้อสายโรมันรวมอยู่ด้วย ทำศึกกับชาวแซกซอน หลายครั้ง จนถึงสงครามครั้งสุดท้าย ในปี ค.ศ.514

ฝ่ายผู้รุกรานชาวแซกซอนที่นำโดย เบรทานวีลดา อาเล (Bretanwealda Aelle) ได้นำทัพมาเผชิญหน้ากับทัพไบรตั้นของแอมโบรซิอุสที่เขาบาดอน ซึ่งปัจจุบันเชื่อกันว่า อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ ใกล้กับ ซอลเบรี่ ฮิลล์ ซึ่งมีเนินดินโบราณตั้งอยู่ แต่ก็มีบางคนเชื่อว่า เขาบาดอนตั้งอยู่ทางตอนเหนือใกล้กับพรมแดนสก๊อตแลนด์ปัจจุบัน  หลังการประจัญบานอันดุเดือด ทัพแซกซอนก็แตกพ่ายยับเยิน นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า อาเล ผู้นำของแซกซอนได้เสียชีวิตในการรบครั้งนี้ ผลของสงครามที่เขาบาดอน ทำให้พวกแซกซอนไม่ได้รุกรานบริเทนอีกเลยจนถึงปี ค.ศ. 571 ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นยุคทองสุดท้ายของพวกบริเทนก่อนที่พวกเขาจะถูกพวกแซกซอนพิชิตได้สำเร็จในช่วงทศวรรษที่ 590

หากดูจากบันทึกของกิลดาส ดูเหมือนเรื่องราวของผู้นำทัพบริเทนที่เขาบาดอน นาม แอมโบรซิอุสจะเป็นที่มาของตำนานกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) ทว่า กวีชาวเวลล์ นาม บาร์ด ทาลีซิน (Bard Taliesin) ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 534 – 599 ได้บันทึกไว้ว่า ผู้นำทัพบริเทนที่สมรภูมิบาดอน มีนามว่า อาเธอร์ ซึ่งตรงนี้อาจเป็นไปได้ว่า เขาถอดความผิดมาจากบันทึกของกิลดาส หรืออาจเป็นได้ว่าจริงๆ แล้ว แอมโบรซิอุสอาจมีชิวิตอยู่ในช่วงก่อนหน้าศึกบาดอน

จากตรงนี้ในหนังสือประวัติของราชาแห่งบริเทนของจอฟฟรีย์ แห่งมอนเมาธ์ ซึ่งเป็นเล่มแรกที่เล่าเรื่องกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) กล่าวว่า อาเธอร์คือผู้นำทัพที่บาดอน อย่างไรก็ตาม หนังสือของจอฟฟรีย์ถูกมองว่าขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือและมีหลายจุดที่ขัดแย้งกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์  อย่างไรก็ตาม มีการอ้างถึงขุนพลแอมโบรซิอุสผู้นี้ด้วยโดยจอฟฟรีย์เขียนให้ แอมโบรซิอุส เป็นกษัตริย์แห่งบริเทน และเป็นพี่ชายของ อูเธอร์ แพนดรากอน บิดาของกษัตริย์อาเธอร์  นอกจากความเกี่ยวพันของแอมโบรซิอุสและอาเธอร์ดังกล่าวแล้ว  จอฟฟรีย์ยังสร้างเรื่องให้แอมโบรซิอุสเป็นบุตรชายของกษัตริย์คอนสแตนแห่งบริเทนผู้ถูกราชาวอร์ติเกินชิงบัลลังก์ไปอีกด้วย ซึ่งก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแต่อย่างใด

และสุดท้ายคือเรื่องสถานที่กำเนิดของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) คือ ปราสาททินทาเกลในแคว้นเวลล์ ตามเรื่องที่จอฟฟรีย์เขียนนั้นได้กล่าวไว้ว่า อาเธอร์ถือกำเนิดที่นี่ อันที่จริงแล้ว ในช่วงศตวรรษที่หก ทินทาเกล เคยถูกปกครองโดยเจ้าชาย อาทัว (Arthnou) พระนามของพระองค์ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก หลักฐานที่บอกถึงการมีตัวตนของเจ้าชายพระองค์นี้คือ แผ่นหินจารึกที่เรียกกันว่า ศิลาอาเธอร์ มีอายุอยู่ในสมัยศตวรรษที่หก ซึ่งถูกพบที่ทินทาเกล

ข้อความบนแผ่นหินเขียนเป็นภาษาลาติน ถอดความได้ว่า “ อาทอกนู ต้นตระกูลแห่งคอล เป็นเจ้าของที่นี่” อาทอกนู เป็นคำนามในภาษาลาติน ของคำว่าอาทัว ซึ่งหมายถึง “คล้ายหมี” และแน่นอนที่สุดที่คำนี้เกี่ยวโยงกับคำว่าอาเธอร์  จากชิ้นส่วนที่เหลือของ ทินทาเกล มีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาแบบเมดิเตอเรเนียนจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่า ใครก็ตามที่ปกครองทินทาเกล น่าจะเป็นผู้ที่มั่งคั่ง ทรงอำนาจ รวมทั้งเป็นผู้ที่ทำการค้ากับดินแดนส่วนอื่นของโลก ในขณะที่ดินแดนอื่นๆ ของบริเทนเวลานั้น ไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอก บางทีชื่อของเจ้าชายแห่งทินทาเกลผู้นี้อาจจะเป็นอีกชื่อหนึ่งที่เสริมตำนานของกษัตริย์อาเธอร์ก็เป็นได้

มาถึงตรงนี้แม้ว่าจากหลักฐานและข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่อาจบอกเราได้ว่า อาเธอร์คงไม่ใช่เพียงตำนานที่แต่งขึ้นอย่างลอยๆโดยไร้ข้อเท็จจริง แต่จนถึงเวลานี้เราก็ยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่า แท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เป็นที่มาที่แท้จริงของตำนานกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าบุคคลที่เป็นที่มาของตำนานนี้จะเป็นนักรบกล้าหาญที่ทรงอำนาจและคุณธรรม บางทีในยุคมืดเมื่อครั้งที่แผ่นดินปั่นป่วนนั้น ผู้คนในยุคนั้นอาจหวนระลึกถึงช่วงเวลาสงบสุขและรุ่งเรืองที่ผ่านพ้นไปแล้วและโหยหาวีรบุรุษสักคนที่จะนำพาประชาชนไปสู่ความสงบสุขและสันติอีกครั้ง และอาเธอร์อาจเป็นตัวแทนของสิ่งนั้น ตัวแทนของวีรบุรุษที่ประชาชนใฝ่หาก็เป็นได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น บางทีนั่นอาจคือที่มาที่แท้จริงของตำนานกษัตริย์นักรบผู้นี้ก็เป็นได้

อ้างอิงจาก

Ashe, Geoffrey, “The Discovery of King Arthur,” Guild Publishing,London, 1985

Leslie Alcock “Arthur’s Britain (Classic History)”
http://www.mun.ca

 

King Arthur 2004 Trailer from www.youtube.com

 

Related posts:

3 thoughts on “King Arthur พลิกตำนานจอมราชันย์

  • พฤศจิกายน 20, 2011 at 11:53 am
    Permalink

    ยาวจังเรื่องนี้ แต่น่าสนใจ ที่แท้เรื่องอาเธอร์มีที่มาจากชาวโรมันหรอกเหรอ

    Reply
  • มิถุนายน 17, 2015 at 12:36 am
    Permalink

    เจ้าคุณปู่ ซื้อโอเลี้ยงมาฝากคันนาด้วย … อย่าเอาอีแอ๊ดกลับมานะ คืนพี่เปี๊ยกไปโลด กะปิสาธารณะ มือจะเปื้อนราคีคาววว …

    Reply
  • กรกฎาคม 31, 2015 at 11:34 pm
    Permalink

    อุย~ขนาดย่อนะครับเนี่ย แหะๆ

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*