จอมพลังแซมซั่น

เขาคือตำนานของจอมพลังในพระคัมภีร์ บุรุษผู้ทรงกำลังแกร่งกล้า ห้าวหาญ ดุดัน ผู้ต่อกรข้าศึกนับพันด้วยตัวเองเพียงลำพัง ทว่าสุดท้ายแม้จะแข็งแกร่ง ทรงพลังสักเพียงใด ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อเล่ห์มารยาแห่งอิสตรี

samson7

แซมซั่น (Samson) มีความหมายว่า บุตรแห่งดวงอาทิตย์ เขาเป็น ”ผู้พิพากษา”คนหนึ่งของชาวอิสราเอล (ชาวยิว) ในยุคโบราณ (ในยุคก่อนที่จะมีราชวงศ์กษัตริย์นั้น ชาวอิสราเอลจะเลือกผู้ที่มีความสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำและเรียกว่า ผู้พิพากษา เนื่องจากผู้นำจะมีอำนาจสิทธิขาดในการพิพากษาความขัดแย้งต่างๆของพลเมืองและตัดสินลงโทษผู้ที่ทำความผิดได้) เขาเป็นบุตรของ มาโนอาห์ ชาวอิสราเอลเผ่าดานซึ่งอาศัยอยู่กับภรรยาในเมืองโซราห์  โดยเมื่อตอนแซมชันเกิดนั้น ทูตสวรรค์ได้มาบอกแก่มารดาของเขาว่า ห้ามตัดผมของบุตรชายเป็นอันขาด เนื่องจากพระเจ้าทรงประทานพละกำลังอันมหาศาลเกินมนุษย์แก่บุตรของนางผ่านทางเส้นผม ซึ่งทั้งมาโนอาห์และภรรยาก็จดจำคำของทูตสวรรค์ไว้อย่างไม่ลืมเลือน

เมื่อเติบโตขึ้น แซมซั่นกลายเป็นเด็กที่มีพลังเกินมนุษย์ เขาสามารถแบกไม้ทั้งต้น จับวัวหนุ่มตัวโตด้วยมือเปล่า และเมื่อโตเป็นหนุ่ม เขาก็กลายเป็นจอมพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้ใด

ในยุคนั้น ชาวอิสราเอลอยู่ใต้การปกครองของพวกฟิลิสไทน์ในฐานะบริวารและมักถูกพวกฟิลิสไทน์ข่มเหงกดขี่อยู่เสมอ ทว่าแซมซั่นกลับไปตกหลุมรักสาวงามชาวฟิลิสไทน์และต้องการแต่งงานกับนาง แม้ว่าพ่อแม่จะห้ามปราม แต่เขาก็ไม่ฟัง และในยามนั้นเอง ทูตสวรรค์ก็มาแจ้งแก่มาโนอาห์ว่า พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เขายอมตามคำขอของบุตรชาย จึงทำให้ มาโนอาห์และภรรยาต้องยินยอม

ทั้งนี้ การที่พระเจ้าทรงต้องการให้แซมซั่นแต่งงานกับสตรีชาวฟิลิสไทน์ก็เพื่อให้นำไปสู่เหตุที่ชาวอิสราเอลจะได้ต่อต้านและปลดแอกตัวเองจากพวกฟิลิสไทน์ในวันหน้า

หลังจากพ่อแม่ยอมอนุญาต แซมซั่นได้เดินทางไปยังเมืองทิมนาห์ ซึ่งเป็นเมืองที่หญิงคนรักของเขาพำนักอยู่ ระหว่างเดินทาง เขาถูกสิงโตหนุ่มเข้าโจมตี แซมซั่นฉีกมันออกเป็นสองซีกด้วยมือเปล่าและทิ้งซากไว้ ก่อนจะออกเดินทางต่อจนถึงบ้านของครอบครัวคนรักที่ทิมนาห์เพื่อพูดจาสู่ขอนางกับพ่อแม่

samson2

แม้สองเผ่าจะไม่ถูกกัน ทว่าครอบครัวของหญิงสาวก็ไม่ปฏิเสธว่าที่ลูกเขยจอมพลังชาวอิสราเอล จากนั้นเมื่อตกลงวันแต่งงานกันแล้ว แซมซั่นได้เดินทางกลับและเห็นฝูงผึ้งมาทำรังในซากสิงโตที่เขาฆ่าทิ้งไว้ แซมซั่นได้กอบน้ำผึ้งมากินจนอิ่มและนำส่วนที่เหลือกลับไปให้พ่อแม่ที่บ้าน ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าน้ำผึ้งนี้ได้มาจากที่ไหน

เมื่อถึงวันแต่งงาน แซมซั่นได้ร่วมดื่มกินกับญาติๆของภรรยาและเล่นทายปริศนากับญาติๆผู้ชายสามสิบคนของภรรยาชาวฟิลิสไทน์ โดยได้ท้าพนันพวกนั้นว่า หากทายปริศนาของเขาได้ เขาจะมอบผ้าลินินเนื้อดีและเสื้อผ้าสามสิบชุดให้ แต่หากพวกญาติๆตอบคำถามของเขาไมได้ ก็จะต้องมอบเสื้อผ้าสามสิบชุดให้เขาเช่นกัน ซึ่งพวกนั้นก็ตอบตกลง และแซมซั่นก็ถามว่า

“จากผู้กิน บางสิ่งกินได้ จากผู้แข็งแกร่ง บางสิ่งแสนหวาน”

ปริศนานี้ หมายถึงสิงโตกับน้ำผึ้ง ซึ่งมีเพียงเขาที่รู้ความหมาย

พวกญาติๆคิดอย่างก็คิดไม่ออก จึงพากันไปบังคับถามเอากับภรรยาใหม่ของแซมซัน ซึ่งเมื่อขัดไมได้ นางก็จำต้องมาหลอกถามสามีอีกทีหนึ่ง โดยอ้างว่าอยากรู้คำตอบ ซึ่งหลังอ้อนวอนไม่นาน แซมซั่นก็ยอมบอกแต่ก็กำชับว่าห้ามไปบอกพวกที่พนันกัน

เมื่อถึงกำหนดวันฟังคำตอบ หนุ่มชาวฟิลิสไทน์ทั้งสามสิบก็มาเจอกับแซมซั่นด้วยท่าเย้ยหยันและตอบว่า

“สิ่งใดเล่าหอมหวานกว่าน้ำผึ้ง และสิ่งใดเล่าจักแข็งแกร่งกว่าสิงโตหนุ่ม”

แซมซั่นรู้ทันทีว่า เขาถูกภรรยาหลอกแล้ว เขายอมรับกับพวกนั้นว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องและไปที่เมืองแอสคาลอน จากนั้นจึงฆ่าชาวฟิลิสไทน์สามสิบคนและเอาเสื้อผ้าของพวกนั้นมาให้ญาติๆของภรรยา

จากนั้นเขาได้ไปที่บ้านของภรรยาด้วยความโกรธ ทว่ากลับพบว่า ภรรยาของเขาถูกยกให้ชายอื่นไปแล้ว พ่อตาของแซมซั่นพยายามขออภัยโดยเสนอมอบน้องสาวของภรรยาแซมซันให้แทน แต่เขาปฏิเสธและออกไปจากเมือง ระหว่างนั้นเอง ด้วยความโกรธที่ยังไม่หาย เขาได้จับหมาจิ้งจอกมาสามร้อยตัวและเอาฟางมัดหางของพวกมันก่อนจุดไฟและปล่อยให้พวกหมาจิ้งจอกวิ่งเข้าไปในทุ่งข้าวสาลีของพวกฟิลิสไทน์จนทุ่งนากว้างใหญ่ไพศาลมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

พวกฟิลิสไทน์โกรธแค้นกับเรื่องนี้มาก จึงได้จับภรรยาของแซมซั่นและพ่อของนางเผาทั้งเป็น ซึ่งเมื่อแซมซันทราบ ก็ตกใจ เสียใจจนกลายเป็นความแค้นมหาศาล เขาบุกเข้าไปสังหารชาวฟิลิสไทน์ไปหลายร้อยคนเพื่อล้างแค้น

กษัตริย์ฟิลิสไทน์ทรงมีพระบัญชาให้จัดทัพพร้อมทหารพันนายออกติดตามสังหารแซมซันและกวาดล้างพวกพ้องของเขา

samson5แซมซั่นได้เผชิญหน้ากับกองทัพฟิลิสไทน์ที่โขดหินแห่งเอทัมด้วยตัวคนเดียว และมีอาวุธเป็นเพียงกระดูกขากรรไกรของลาเท่านั้น เขาได้ใช้ขากรรไกรลาฟาดทหารฟิลิสไทน์ตายไปห้าร้อยคน ทำให้กองทัพที่เหลือแตกพ่ายกลับไป

วีรกรรมครั้งนี้ ทำให้แซมซั่นได้รับเลือกให้เป็นผู้พิพากษาของชาวอิสราเอล โดยเขาได้อยู่ในตำแหน่งนานถึงยี่สิบปี

พวกฟิลิสไทน์ยังคงหาทางสังหารแซมซั่น ครั้งหนึ่งพวกเขาได้ส่งมือสังหารไปดักซุ่มที่ประตูเมืองกาซาซึ่งแซมซั่นจะต้องผ่านเข้าไป ทว่าแซมซันได้พังประตุเมืองทับมือสังหารพวกนั้นตายจนหมด

แซมซั่นได้ต่อสู้กับพวกฟิลิสไทน์และสังหารพวกไปมากมาย จนพวกนั้นหวาดกลัวครั่นคร้าม กระทั่งวันหนึ่งพวกฟิลิสไทน์ได้คิดอุบายส่งสาวงามนาม เดไดลาห์ ไปยั่วยวนหลอกล่อ จนเขาตกหลุมรักและจากนั้นนางก็หลอกถามความลับเรื่องขุมพลังเกินมนุษย์ของเขา แม้แซมซั่นจะแกล้งโกหกนางไปสองครั้ง ทว่าสุดท้าย เขาก็ทนการอ้อนวอนด้วยมารยาของเดไดลาห์ไมได้ จึงยอมบอกความจริงว่า พลังมหาศาลของเขาอยู่ที่เส้นผม

samson6

เมื่อรู้ความลับของแซมซันแล้ว เดไดลาห์ได้ส่งข่าวไปแจ้งพวกฟิลิสไทน์ จากนั้นนางก็วางยาเขาและลอบโกนผมของเขาจนหมด ทำให้แซมซั่นสิ้นกำลังและตกเป็นเชลยของพวกฟิลิสไทน์ โดยกษัตริย์ฟิลิสไทน์ได้ประทานรางวัลให้เดไดลาห์เป็นเหรียญทองคำและเงินถึงหนึ่งหมื่นเหรียญ

พวกฟิลิสไทน์ทำลายดวงตาของแซมซั่นและล่ามเขาไว้เป็นทาสใช้แรงงานในคุกอย่างทารุณ ซึ่งแซมซั่นเองก็ยอมรับในชะตากรรม เพราะเขารู้ว่า พระเจ้าได้ลงโทษที่เขาไปหลงใหลในอิสตรี

samson4เวลาผ่านไปจนผมของแซมซั่นยาวขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกได้ว่าพลังเริ่มกลับคืนมา ในยามนั้นเอง เป็นเวลาครบหนึ่งปีที่พวกฟิลิสไทน์จับแซมซั่นได้ และได้มีการจัดงานฉลองแด่เทพดากอน จอมเทพของพวกฟิลิสไทน์ ซึ่งในงานนี้ องค์กษัตริย์ได้มีพระบัญชาให้นำตัวศัตรูตัวฉกาจของชาวฟิลิสไทน์ไปประจานต่อหน้าฝูงชนในมหาวิหารแห่งดากอน

บรรดาขุนนาง ทหารและประชาชนชาวฟิลิสไทน์หลายพันคนต่างมาชุมนุมในมหาวิหารและเสียงโห่ร้องเยาะเย้ยก็ดังขึ้น เมื่อแซมซั่นถูกนำตัวเขามาพร้อมโซ่ตรวนที่พันธนาการมือเท้าไว้ ยามนั้นเอง ที่เขารู้สึกว่าพละกำลังกลับมาอีกครั้ง จึงได้ออกอุบายขอร้องให้ผู้คุมพาไปยังเสาหินยักษ์สองเสากลางมหาวิหารเพื่อที่จะได้พิงร่างกับเสานั้น

เมื่อแน่ใจแล้วว่าตัวเองอยู่ระหว่างเสาหินยักษ์ทั้งสอง แซมซั่นได้สะบัดโซ่ตรวนขาดออก และท่ามกลางความตื่นตระหนกของชาวฟิลิสไทน์ในที่นั้น เขาได้ร้องตะโกนขอต่อพระเจ้าว่า

“โอพระเป็นเจ้า ขอทรงโปรดจดจำข้าพระองค์และทรงประทานพลังให้ข้าพระองค์ในยามนี้ เพื่อให้ข้าได้ล้างแค้นพวกฟิลิสไทน์ สำหรับดวงตาทั้งสองของข้า และข้าจะขอตายพร้อมกับพวกมัน !”

จากนั้น แซมซั่นได้มือสองข้างผลักเสาหินยักษ์ทั้งสองที่ค้ำโครงหลังคาของมหาวิหาร จนมหาวิหารสั่นสะเทือน

“สังหารเจ้าอิสราเอลนั่น เดี๋ยวนี้ ก่อนที่มันจะพังวิหาร!”กษัตริย์ฟิลิสไทน์ทรงบัญชาเหล่าทหารด้วยพระเสียงตื่นตระหนกที่เห็นแซมซันกำลังจะพังวิหาร ฝูงชนต่างแตกตื่น หนีตายออกไปข้างนอก

samson1

กองทหารองครักษ์กรูกันเข้าหาจอมพลัง หอกนับร้อยพุ่งเข้าเสียบร่างของเขา ทว่ายามนั้นเสายักษ์ได้พังลงแล้ว พร้อมกับเสียงสนั่นหวันไหว ยามที่มหาวิหารทั้งหลังพังทลายลงมา ทับร่างของแซมซัน จอมพลัง พร้อมกับปลิดชีวิตขององค์กษัตริย์ฟิลิสไทน์และชาวฟิลิสไทน์ที่หนีไม่ทันอีกกว่าสามพันคน ซึ่งความตายของแซมซั่นได้ปลิดชีวิตชาวฟิลิสไทน์มากกว่าที่เขาได้ฆ่ามาตลอดชีวิตของเขาเสียอีก

ไม่มีการพูดถึงชะตากรรมของเดไลลาห์ในพระคัมภีร์ บางที นางอาจเป็นหนึ่งในสามพันกว่าชีวิตที่ตายใต้ซากวิหารพร้อมแซมซั่นในวันนั้น

หลังจากแซมซั่นเสียชีวิต ครอบครัวของเขาได้ขุดร่างขึ้นมาและนำไปฝังคู่กับบิดาของเขา มาโนอาห์ ที่เมืองเทลโซราห์ จากนั้นไม่นาน ชาวอิสราเอลก็สามารถปลดแอกตัวเองจากพวกฟิลิสไทน์ได้สำเร็จ แม้กระนั้น ทั้งอิสราเอลและฟิลิสไทน์ก็ยังเป็นข้าศึกต่อกันมาอีกยาวนานหลายร้อยปี

 

Related posts:

2 thoughts on “จอมพลังแซมซั่น

  • มีนาคม 6, 2015 at 9:48 am
    Permalink

    จริงๆ ตาแซมซั่นนี่น่าสงสารนะ พลาดเพราะผู้หญิงสองคนเลย

    Reply
  • ธันวาคม 16, 2015 at 10:40 pm
    Permalink

    หลายยุคหลายสมัย จอมคนผู้กล้ามักยากผ่านสตรี

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)